หลักความคิด ลด-เพิ่ม ผู้เสพยา..?

หลักความคิด ลด-เพิ่ม ผู้เสพยา..?

ราชกิจจานุเบกษา ประกาศกฎกระทรวง มียาบ้าไม่เกิน 5 เม็ด ไอซ์ไม่เกิน 100 มก. ถือเป็นผู้เสพ

เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ กฎกระทรวงกำหนดปริมาณยาเสพติดให้โทษและวัตถุออกฤทธิ์ที่ให้สันนิษฐานว่ามีไว้ในครอบครองเพื่อเสพ พ.ศ. 2567 โดยมีสาระสำคัญ อาทิ การมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ประเภท 2 หรือประเภท 5 หรือวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 1 หรือประเภท 2 ในปริมาณเล็กน้อยตามที่กำหนดดังต่อไปนี้ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่ามีไว้ในครอบครองเพื่อเสพ

(1) ยาเสพติดให้โทษในประเภท 1

(ก) แอมเฟตามีน (amphetamine หรือ amfetamine) มีปริมาณไม่เกิน 5 หน่วยการใช้ หรือมีน้ำหนักสุทธิไม่เกิน 500 มิลลิกรัม

(ข) เอ็น – เอทิล เอ็มดีเอ หรือเอ็มดีอี (N – ethyl MDA หรือ MDE) มีปริมาณไม่เกิน 5 หน่วยการใช้ หรือมีน้ำหนักสุทธิไม่เกิน 1,255 มิลลิรัม

(ค) เฮโรอีน (heroin หรือ diacetylmorphine) มีน้ำหนักสุทธิไม่เกิน 300 มิลลิกรัม

(ง) เดกซ์โทรไลเซอร์ไจด์ (+) – lysergide) หรือแอลเอสดี (LSD) หรือแอลเอสดี – 25 (LSD 25) มีปริมาณไม่เกิน 5 หน่วยการใช้ หรือมีน้ำหนักสุทธิไม่เกิน 100 มิลลิกรัม

(จ) เมทแอมเฟตามีน (methamphetamine หรือ metamfetamine) มีปริมาณไม่เกิน 5 หน่วยการใช้ หรือมีน้ำหนักสุทธิไม่เกิน 500 มิลลิกรัม หรือในกรณีที่เป็นเกล็ด ผง ผลึก มีน้ำหนักสุทธิไม่เกิน 100 มิลลิกรัม

(ฉ) เมทิลีนไดออกซีแอมเฟตามีน (methylenedioxyamphetamine หรือ tenamfetamine หรือ MDA) มีปริมาณไม่เกิน 5 หน่วยการใช้ หรือมีน้ำหนักสุทธิไม่เกิน 1,250 มิลลิกรัม

(ช) 3,4 – เมทิลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีน (3,4 – methylenedioxymethamphetamine หรือ methylenedioxymetamfetamine หรือ ecstasyหรือ MDMA) มีปริมาณไม่เกิน 5 หน่วยการใช้ หรือมีน้ำหนักสุทธิไม่เกิน 1,250 มิลลิกรัม

 

(2) ยาเสพติดให้โทษในประเภท 2

(ก) โคคาอีน (cocaine) มีน้ำหนักสุทธิไม่เกิน 200 มิลลิกรัม

(ข) ฝิ่น มีน้ำหนักสุทธิไม่เกิน 5,000 มิลลิกรัม

 

(3) ยาเสพติดให้โทษในประเภท 5

(ก) พืชฝิ่นหรือที่มีชื่ออื่นในสกุลเดียวกันที่ให้ฝิ่นหรือแอลคาลอยด์ของฝิ่น มีน้ำหนักสุทธิไม่เกิน 15,000 มิลลิกรัม

(ข) เห็ดขี้ควายหรือพืชเห็ดขี้ควายหรือที่มีชื่ออื่นในสกุลเดียวกันที่ให้สาร psilocybin หรือ psilocin มีน้ำหนักสุทธิไม่เกิน 135,000 มิลลิกรัม

(ค) สารเตตราไฮโดรแคนนาบินอล (tetrahydrocannabinolหรือ THC) ที่เป็นสารสกัดจากทุกส่วนของพืชกัญชาหรือกัญชงที่เป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 มีน้ำหนักสุทธิไม่เกิน30,000 มิลลิกรัม หรือในกรณีที่เป็นของเหลวมีปริมาตรสุทธิไม่เกิน 30 มิลลิลิตร

 

(4) วัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 1

(ก) ฟลูอัลพราโซแลม (fualprazolam) มีปริมาณไม่เกิน 5 หน่วยการใช้ หรือมีน้ำหนักสุทธิไม่เกิน 650 มิลลิกรัม

(ข) ฟีนาซีแพม (phenazepam) มีปริมาณไม่เกิน 10 หน่วยการใช้ หรือมีน้ำหนักสุทธิไม่เกิน 1,640 มิลลิกรัม

 

(5) วัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2

(ก) อัลพราโซแลม (alprazolam) มีปริมาณไม่เกิน 10 หน่วยการใช้ หรือมีน้ำหนักสุทธิไม่เกิน 1,300 มิลลิกรัม

(ข) คีตามีน (ketamine) ในกรณีที่เป็นของเหลวมีปริมาตรสุทธิไม่เกิน 10 มิลลิลิตร หรือมีน้ำหนักสุทธิไม่เกิน 10,000 มิลลิกรัม หรือในกรณีที่เป็นเกล็ด ผง ผลึก มีน้ำหนักสุทธิไม่เกิน 500 มิลลิกรัม

(ค) มิดาโซแลม (midazolam) มีปริมาณไม่เกิน 10 หน่วยการใช้ หรือมีน้ำหนักสุทธิไม่เกิน 2,080 มิลลิกรัม

(ง) ไนเมตาซีแพม (nimetazepam) มีปริมาณไม่เกิน 10 หน่วยการใช้ หรือมีน้ำหนักสุทธิไม่เกิน 1,890 มิลลิกรัม

(จ) ไนทราซีแพม (nitrazepam) มีปริมาณไม่เกิน 10 หน่วยการใช้ หรือมีน้ำหนักสุทธิไม่เกิน 5,560 มิลลิกรัม

(ฉ) เฟนเทอร์มีน (phentermine) มีปริมาณไม่เกิน 10 หน่วยการใช้ หรือมีน้ำหนักสุทธิไม่เกิน 3,200 มิลลิกรัม

ให้ไว้ ณ วันที่ 31 ม.ค.2567 ชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข

หากไล่เรียงปัญหาของสังคมไทย หนึ่งในปัญหาร้ายแรงอันดับต้นๆ ย่อมหนีไม่พ้น ‘ปัญหายาเสพติด’ แม้ประเทศไทยจะมีข้อกฎหมายลงโทษผู้ทำผิดในคดียาเสพติดที่รุนแรง รวมทั้งมีปฏิบัติการปราบปรามยาเสพติดที่แข็งกร้าว เช่นครั้งหนึ่งที่เคยมีการใช้นโยบายประกาศสงครามกับยาเสพติด แต่การระบาดของยาเสพติดก็ไม่ได้น้อยลงไปจากสังคมไทยเท่าใดนัก นอกเหนือจากนั้น การใช้กฎหมายยาเสพติดที่เข้มงวดรุนแรง ยังสร้างปัญหาอื่นขึ้นมาเพิ่มเติม นั่นคือการมีนักโทษในคดียาเสพติดจำนวนมาก จนส่งผลให้มีจำนวนผู้ต้องขังล้นเรือนจำเป็นอันดับต้นๆ ของโลก

อีกทั้งยังมีปัญหาว่าผู้ทำผิดจำนวนมาก เมื่อได้รับการปล่อยตัวออกจากเรือนจำไปแล้ว ไม่สามารถกลับคืนสู่สังคมได้อย่างปกติ และมักกลับไปกระทำผิดซ้ำ เนื่องจากกระบวนการบำบัดฟื้นฟูระหว่างอยู่ในเรือนจำไม่ได้มีประสิทธิภาพมากพอ จึงต้องกลับเข้าสู่เรือนจำซ้ำแล้วซ้ำเล่า เสมือนติดอยู่ในวงจรอุบาทว์ เหล่านี้ตอกย้ำว่าแนวนโยบายและกฎหมายที่ใช้ในการแก้ปัญหายาเสพติดของประเทศไทยมีข้อบกพร่อง จึงนำมาสู่การยกเครื่องแนวทางการแก้ปัญหายาเสพติด ด้วยการออกกฎหมายยาเสพติดฉบับใหม่ขึ้นมา 2 ฉบับ เมื่อปลายปี 2564 ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแนวคิดปรับมุมมองใหม่ต่อปัญหายาเสพติดอย่างสิ้นเชิง ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนมุมมองจากผู้เสพเป็นผู้ป่วย มากกว่าเป็นอาชญากร ทำให้ต้องแก้ปัญหาด้วยการใช้แนวทางสาธารณสุขมากกว่าการลงโทษทางอาญา รวมทั้งการไม่ได้มองยาเสพติดเป็นเพียงด้านมืดเพียงด้านเดียว จึงน่าสนใจอย่างยิ่งว่าการพลิกแนวทางการแก้ปัญหายาเสพติดในครั้งนี้จะช่วยแก้ปัญหาได้จริงหรือไม่

ทุกวันนี้บำบัดยาเสพติดออกมาก็เสพต่อ เสพเม็ดหนึ่ง ถือไว้เม็ดหนึ่ง รอคนมา เจ้าหน้าที่ตำรวจเพียงพอไม่ที่ต้องคอยตามคนๆหนึ่ง

หลักความคิดของกระทรวงกับความบ้าคลั่งของยาเสพติดฆ่าคนมาเยอะแล้ว