เครือข่ายNabi Fellows : Communicator for Good Network จัดเวทีเสวนา ว่าด้วยบทบาทของสื่อมวลชนในประเด็นการค้ามนุษย์ยุคใหม่ ภายใต้การจัดงานของ Nabi Asia ร่วมกับ มูลนิธิโอเพ่นแกรนท์
งานครั้งนี้รวบรวมนักข่าว สื่อมวลชน นักสื่อสาร นักกิจกรรมภาคประชาสังคม และ ผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชน กว่า 20 คน ร่วมถอดบทเรียนจากพื้นที่จริง และตั้งคำถามกับสังคมในหัวข้อ “เมื่อเหยื่อกลายเป็นผู้ต้องหา สื่อควรทำหน้าที่อย่างไรไม่ให้ตกเป็นเครื่องมือซ้ำเติมความอยุติธรรม”
โดยมีประเด็นหลัก ได้แก่ การค้ามนุษย์เพื่อบังคับให้ก่ออาชญากรรม (Forced Criminality), พัฒนาการของอาชญากรรมไซเบอร์, การตีตราในพื้นที่สื่อ และความเงียบของกระบวนการยุติธรรมไทยเส้นแบ่งระหว่างเหยื่อกับอาชญากรที่ไม่ชัดเจน
ความท้าทายที่ให้ “สื่อ” กลับมา
ทบทวนบทบาท ว่าจะ “สื่อสารเพื่อใคร และเพื่ออะไร” ในสังคมที่ความจริงไม่เคยเรียบง่าย
สรุปเนื้อหาสำคัญจากวิทยากร
จารุวัฒน์ จิณมรรคา (ปอม) ผู้ร่วมก่อตั้งมูลนิธิเอ็มมานูเอล (Immanuel Foundation) เปิดเผยข้อมูลจากการลงพื้นที่ช่วยเหลือเหยื่อจากขบวนการหลอกลวงให้ทำงานในศูนย์สแกมเมอร์ตามแนวชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน โดยเล่าจุดเริ่มต้นว่ามูลนิธิเริ่มศึกษาเรื่องการค้ามนุษย์เชิงบังคับให้ก่ออาชญากรรมตั้งแต่ปี 2561 และเริ่มช่วยเหลือเหยื่อจริงจังในปี 2564 โดยในปี 2568 เพียงปีเดียว สามารถช่วยเหลือออกมาได้แล้ว 767 ราย พร้อมระบุว่าในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา มีผู้เสียชีวิตในศูนย์สแกมเมอร์ที่ตรวจสอบได้อย่างน้อย 12 ราย และสามารถนำกลับมายังประเทศไทยได้แล้ว 6 ราย โดยสาเหตุหลักมาจากการถูกทำร้ายร่างกายหรือถูกฆ่าทิ้งเมื่อไม่สามารถทำยอดได้ตามเป้า
โดยจารุวัฒน์เผยว่า ปัจจุบันเหยื่อไม่ได้จำกัดแค่กลุ่มคนยากจนหรือแรงงานไร้ฝีมือ แต่ขยายไปสู่กลุ่มที่มีวุฒิการศึกษา เช่น คนที่จบปริญญาตรี, ปริญญาโท เพื่อนำไปทำสแกมประเภทหลอกลงทุน, หรือแม้แต่ Influencer โดยเฉพาะกลุ่มที่มีหน้าตาดี มักถูกเลือกไปทำ scam ประเภทวิดีโอคอล เพราะสร้างความน่าเชื่อถือในการหลอกเหยื่อมากกว่า โดยคนกลุ่มนี้มักถูกตั้งราคาซื้อขายแพงกว่าปกติ โดยมีค่าหัวในการเปลี่ยนมือระหว่างแก๊งอยู่ในระดับ หลักหมื่นถึงแสนบาท
กระบวนการล่อลวง เริ่มจากการโพสต์รับสมัครงานทั่วไปบนแพลตฟอร์มโซเชียล เช่น Facebook, TikTok และ IG โดยใช้ถ้อยคำคลุมเครือ เช่น “แอดมิน”, “ตอบแชท”, “แพ็คสินค้า” หรือ “งานออนไลน์ Work from Home” จากนั้นนัดหมายให้ผู้สมัครเดินทางมาพบในกรุงเทพฯ ก่อนพาไป “ฝึกงาน” ที่จังหวัดชายแดน เช่น จันทบุรี หรือสระแก้ว แล้วลักลอบข้ามแดนผ่านช่องทางธรรมชาติ
เมื่อถึงที่หมายซึ่งมักเป็นอาคารปิดล้อม มีเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังรัดกุม ผู้เสียหายจะถูกยึดเอกสารระบุตัวตน และถูกบังคับให้สแกนใบหน้าเพื่อเปิดบัญชีธนาคารให้แก๊งใช้เป็น “บัญชีม้า” หากขัดขืนจะถูกทำร้าย, ช็อตไฟฟ้า, กักขัง หรือขายต่อให้เครือข่ายอื่น
เมื่อเหยื่อถูกบังคับให้ใช้บัญชีส่วนตัวไปพัวพันกับเส้นทางการเงินสีดำ ตัวแทนจากมูลนิธิอิมมานูเอลยังชี้ว่า หนึ่งในปัญหาใหญ่คือ การคัดแยกเหยื่อ (Screening) ที่ในหลายกรณี เจ้าหน้าที่ใช้วิธีดำเนินคดีในฐานะ “คนต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง” หรือ “ผู้ต้องหาคดีฉ้อโกง” แทนที่จะเข้าสู่กระบวนการคุ้มครองเหยื่อตามมาตรฐาน NRM (National Referral Mechanism) ทำให้เกิดภาวะ Double Victimization หรือการตกเป็นเหยื่อซ้ำซ้อน
ในแง่ขององค์ประกอบของการค้ามนุษย์ (TIP for FC)
อภิรดี เทียนทอง ที่ปรึกษาอิสระด้านการต่อต้านการค้ามนุษย์ ซึ่งมีประสบการณ์ทำงานร่วมกับภาครัฐและองค์กรระหว่างประเทศมากว่า 20 ปี ระบุว่า การค้ามนุษย์ตามกรอบ พิธีสารปาแลร์โม (Palermo Protocol) ต้องประกอบด้วย 3 องค์ประกอบ ได้แก่:
1) การกระทำ (Action): เช่น การจัดหา, ขนส่ง, ส่งต่อ, จัดให้อยู่อาศัย หรือรับตัวบุคคล
2) วิธีการ (Means): เช่น การข่มขู่, ใช้กำลัง, ลักพาตัว, ฉ้อฉล, หลอกลวง, ใช้อำนาจครอบงำ, หรือจ่ายเงินให้ผู้ปกครอง
3) วัตถุประสงค์ (Purpose): การแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ เช่น การบังคับใช้แรงงาน, การบังคับเป็นทาส, หรือบังคับให้กระทำความผิด
ข้อยกเว้น: กรณี “เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี” แม้ไม่มี “วิธีการ” เช่น การข่มขู่หรือหลอกลวง หากมีการกระทำ + วัตถุประสงค์ ก็ถือว่าเป็นการค้ามนุษย์ทันที เพราะเด็กยังไม่มีวุฒิภาวะในการตัดสินใจด้วยตนเอง
สถานการณ์ในภูมิภาคที่น่ากังวล: ไทยในฐานะ “ทางผ่าน”
จากข้อมูลของ OHCHR ปี 2568 มีผู้ถูกกักขังในศูนย์สแกมในเมียนมาอย่างน้อยหนึ่งแสนสองหมื่นคน และในกัมพูชา อีกหนึ่งแสนคน โดยประเทศไทยกลายเป็น “เส้นทางผ่าน” ของขบวนการค้ามนุษย์เหล่านี้ โดยเหยื่อจำนวนมากมาจากประเทศในแอฟริกา, เอเชียใต้ และประเทศพัฒนาแล้ว เดินทางเข้าประเทศไทยผ่านสนามบินสุวรรณภูมิ ก่อนจะถูกพาข้ามแดนไปยังเมียนมา, กัมพูชา หรือ สปป.ลาว โดยใช้ช่องทางธรรมชาติ
วิภาพรรณ วงษ์สว่าง ผู้เชี่ยวชาญด้านสื่อและสิทธิมนุษยชนจาก Thaiconsent – Social Change Consulting & Media Agency ร่วมแลกเปลี่ยนบทวิเคราะห์จากการทำงานรณรงค์ร่วมกับองค์การนานาชาติในประเด็นอาชญากรรมไซเบอร์ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา โดยระบุว่า อาชญากรรมไซเบอร์ขยายเป้าหมายจากจากองค์กรไปสู่ประชาชนทั่วไป และขยายความเสียหายจากการสูญเงิน ไปสู่การสูญอิสรภาพ เสี่ยงตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ การถูกตัดอวัยวะ หรือสูญเสียแก่ชีวิต
โดยจุดสำคัญของกลไกนี้คือ อาชญากรใช้ความเชื่อใจเป็นเครื่องมือ ทำให้การเดินทางข้ามพรมแดนนี้ดู “ปกติ” จนถึงวินาทีสุดท้าย ไม่มีการลักพาตัว ไม่มีอาวุธ ไม่มีการบังคับในที่แจ้ง โดยล่อลวงให้เหยื่อ “สมัครใจเดินทางเข้าประเทศ” ด้วยความหวังว่าจะได้งานที่ดีกว่าในประเทศของตน แต่ลงเอยที่การถูกขายต่อและถูกใช้งานเหมือนสินค้า และเมื่อพวกเขากลับออกมาได้ ไม่ว่าจะด้วยการหลบหนี การจ่ายค่าไถ่ หรือการสร้างความไว้วางใจว่าจะออกไปเป็นนายหน้าจัดหาเหยื่อมาให้ใหม่ สังคมภายนอกยังคงมองไปที่คนเหล่านี้ว่าพวกเขาไม่ใช่เหยื่อ เพราะทั้งหมดนี้พวกเขาเลือกเอง
วิภาพรรณได้เล่าถึงกรณีเหยื่อต่างชาติรายหนึ่งว่า เมื่อเดินทางถึงสนามบินสุวรรณภูมิแล้วจะมีคนมารอรับ บางครั้งแต่งตัวดี มีป้ายชื่อ มีรถตู้ หรือรถยนต์ส่วนตัว จากนั้นจะพาไปโรงแรมในกรุงเทพฯหรือใกล้เคียง โดยให้อิสระกับเหยื่อเมื่อมาถึง เพื่อสร้างความไว้วางใจ เช่น ให้เงินค่าอาหาร ปล่อยให้เที่ยวชมเมืองตามอิสระ และในวันที่สอง คนดูแลจะพาเหยื่อขึ้นรถตู้หรือรถยนต์เพื่อเดินทางไปยังสำนักงาน ใช้เวลาเพียง 3-4 ชั่วโมงจากกรุงเทพฯ ก็สามารถไปถึงชายแดนภาคตะวันออกและภาคตะวันตกของประเทศไทยได้แล้ว โดยเหยื่อจะถูกรวบรวมพาสปอร์ตเพื่ออ้างว่าจะดำเนินการขอวีซ่า โดยที่ยังไม่รู้ตัวว่ากำลังถูกพาไปยังประเทศอื่น จากนั้นโทรศัพท์และเอกสารส่วนตัวทั้งหมดจะถูกยึด และเริ่มเข้าสู่ระบบบังคับให้ทำงานผิดกฎหมาย เช่น การบังคับให้ใช้บัญชีเป็นบัญชีม้า หรือเริ่มให้ทำการหลอกลวงผู้อื่นถ้ายังอยากมีชีวิตรอด
เมื่อเหยื่อกลายเป็นจำเลย แต่ผู้บงการยังอยู่ในกลีบเมฆ
แม้ประเทศไทยจะให้คำมั่นในเวทีระหว่างประเทศว่าให้ความสำคัญกับการต่อต้านการค้ามนุษย์และยึดผู้เสียหายเป็นศูนย์กลาง แต่ในทางปฏิบัติจริง รายละเอียดเชิงโครงสร้างกลับสะท้อนว่ากลไกที่ที่ทำให้เหยื่อกลายเป็นจำเลยยังคงมี และช่องว่างนี้ยังคงทำให้ขบวนการแสวงหาผลประโยชน์ยังดำเนินไปอย่างไร้คนรับผิดที่แท้จริง
หนึ่งในประเด็นใหญ่ที่จารุวัฒน์ ชี้ให้เห็นคือ การไม่ใช้กระบวนการคัดแยกเหยื่อ (National Referral Mechanism – NRM) ตามกรอบสากล ทำให้เจ้าหน้าที่จำนวนมาก ตัดสินสถานะของผู้เสียหายจาก “ลักษณะของการเดินทาง” ทั้งที่ควรจะยึกจาก “บริบทของการถูกกระทำหรือเข้าข่ายการค้ามนุษย์”
สื่อมวลชนมีบทบาทสำคัญในการลดการตีตราเหยื่อและเผยแพร่ข้อเท็จจริง
อภิรดี ยังเน้นย้ำว่า มีหลักการที่สื่อสามารถค้นคว้าเพิ่มเติมและสื่อสารตามหลักการได้ ตั้งแต่
1) หลักไม่ลงโทษ (Non-punishment Principle): หากเหยื่อถูกบังคับให้กระทำความผิด ไม่ควรถูกดำเนินคดีตามกฎหมายอาญา แต่ควรได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายว่าด้วยการค้ามนุษย์
2) เคารพความยินยอม (Informed Consent): ก่อนเผยแพร่ข้อมูลหรือสัมภาษณ์ ต้องได้รับความยินยอมที่แท้จริง
3) รักษาความเป็นส่วนตัว (Privacy): ห้ามเปิดเผยชื่อจริง ที่อยู่ หรือข้อมูลระบุตัวตน โดยเฉพาะกรณี “เด็ก” แม้พ่อแม่จะอนุญาตก็ตาม
4) หลีกเลี่ยงการตีตรา (De-stigmatization): งดการตั้งคำถามซ้ำเติม เช่น “ทำไมถึงโง่”, “โลภหรือเปล่า” และเสนอภาพโครงสร้างปัญหาที่บีบให้คนไร้ทางเลือก
นอกจากนี้อภิรดียังเสนอให้ใช้คำว่า “Survivor (ผู้รอดชีวิต)” แทน “Victim (ผู้เสียหาย)” เมื่อรายงานในมุมสิทธิมนุษยชน เพื่อคืนศักดิ์ศรีและสะท้อนว่าผู้รอดชีวิตได้ผ่านเหตุการณ์เลวร้าย และควรได้รับการฟื้นฟู ไม่ใช่เพียงการตีตราว่าเป็นเหยื่อหรือผู้ร่วมขบวนการ
สิ่งที่ง่ายที่สุดที่เราจะช่วยกันรักษาชีวิตใครสักคนได้ คือ ลดอคติ และพูดถึงข้อเท็จจริง
สุดท้าย วิภาพรรณ วงษ์สว่าง ระบุความเป็นห่วงว่า รูปแบบการรับสมัครงานปลอมมีพัฒนาการตลอดเวลา และอุตสาหกรรมนี้เริ่มขยายตัวไปยังประเทศอื่นๆ เช่น ประเทศกลุ่มอ่าวอาหรับ หรือประเทศตามหมู่เกาะในแปซิฟิกและแอฟริกา หากมีการหลอกลวงแรงงานไปยังประเทศใหม่ๆ ด้วยวิธีใหม่ๆ แต่สังคมไทยยังคงไม่ตื่นตัว ภาวะนี้จะสร้างความเสี่ยงต่อแรงงานไทยที่สนใจงานในต่างแดนเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อเพดานอายุของเหยื่อที่อาชญากรต้องการ เริ่มเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่อายุ 20-30 ปี
สิ่งที่สื่อมวลชนทำได้คือการบอกเล่าเรื่องราวเชิงหลักการ ว่าการสมัครใจเดินทางไปที่ใดก็ตามไม่เท่ากับ “สมัครใจเป็นอาชญากรรม”
แม้จะถูกใช้บัญชีเป็นทางผ่านของการฟอกเงิน แต่การถูกใช้ความรุนแรง ข่มขู่ กักขัง ทำร้ายร่างกายและจิตใจ และยังคงตระหนักความจริงที่ว่า ข้อเสนอของงานนั้นอาจเข้าข่ายการค้ามนุษย์ ไม่ว่าเหยื่อจะได้รับค่าตอบแทนเท่าไหร่ก็ตาม.
Cr.ข่าวและภาพจาก
fb. Nabi Asia
เรียบเรียงข่าวโดย
สุภัทรา ฦาชา









