ผมได้อ่านนโยบายของรัฐบาลที่จะมีการแถลงในวันที่ 9-10 เมษายนนี้แล้ว ผมขอชื่นชมในวิสัยทัศน์ที่

พยายามนำพาประเทศเข้าสู่ยุคใหม่ครับ ทั้งเรื่องเศรษฐกิจดิจิทัล AI, Deep Tech และการยกระดับมาตรฐานไทยสู่ระดับสากลผ่าน OECD ซึ่งเป็นทิศทางที่ถูกต้องในการสร้างความสามารถในการแข่งขันระยะยาว

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความผันผวนของสถานการณ์โลก โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาน้ำมันและต้นทุนชีวิต ผมในฐานะสมาชิกวุฒิสภาขอสะท้อนข้อเสนอแนะ 5 มิติ เพื่อให้รัฐบาลนำไปปรับใช้ให้เกิดผลสัมฤทธิ์ที่จับต้องได้และสร้างความเชื่อมั่นสูงสุดครับ:

1. “ทำทันที” (ททท.) บริหารจัดการต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์:

ในวันที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นทั่วโลก รัฐบาลควรพิจารณาปรับโครงสร้างราคาพลังงานอย่างจริงจัง รวมถึงการเข้าไปดู “กำไรส่วนเกินของโรงกลั่น” และ “ทุนผูกขาด” ในห่วงโซ่อุปทาน

นอกจากนี้เราควรเร่งสร้าง ความร่วมมือกับกลุ่มประเทศอาเซียน ในการจัดหาและบริหารจัดการพลังงานรวมถึงระบบขนส่งร่วมกัน เพื่อสร้างความมั่นคงและอำนาจต่อรองในระดับภูมิภาคให้เราอยู่รอดได้ในภาวะวิกฤตนี้

2. แผนสำรองสำหรับฉากทัศน์เลวร้ายที่สุด (Worst-Case Scenario):

ประวัติศาสตร์สอนให้รู้ว่าการเตรียมพร้อมคือความรับผิดชอบสูงสุดครับ หากความขัดแย้งลุกลามจนกระทบต่อห่วงโซ่อาหารโลก รัฐบาลมีทางออกที่เป็นรูปธรรมอย่างไร เรามีคลังสำรองน้ำมัน ยา และปัจจัย 4 นานแค่ไหน

ประชาชนต้องการทราบแผนการเอาตัวรอดที่เป็นระบบ เพื่อความอุ่นใจว่ารัฐบาลจะมีระบบบริหารจัดการที่มีเอกภาพและปกป้องประชาชนได้จริง

3. การสื่อสารที่แม่นยำ โปร่งใส และตั้งอยู่บนความจริง:

การสื่อสารที่คลาดเคลื่อนในอดีตสร้างความเสียหายมหาศาล ครั้งนี้รัฐบาลต้องยึดถือความจริงเป็นที่ตั้งครับ หากสถานการณ์มีความเสี่ยงก็ต้องบอกตามตรงพร้อมแนวทางแก้ไข เพื่อให้ภาคธุรกิจและประชาชนวางแผนชีวิตได้ทันท่วงที ความจริงใจคือจุดเริ่มต้นของความศรัทธาครับ

4. วัฒนธรรม “แสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง” เพื่อแก้วิกฤตชาติ:

ผมเคยพูดหลายครั้งและขอพูดอีกครั้งว่า วันนี้เราไม่ควรมีกำแพงระหว่างฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน หรือผู้ที่เห็นต่าง เราต้องหยุดการ “แซะ” หรือรังเกียจความคิดเห็นที่แตกต่าง แล้วหันมาสร้างความรักความสามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ผมอยากเห็นภาพการตั้งวอร์รูมในแต่ละกระทรวง ที่เปิดใจรับฟังอดีตรัฐมนตรี อดีตปลัดกระทรวง หรือผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์มาช่วยระดมสมอง

วิกฤตครั้งนี้รุนแรงและยาวนานเกินกว่าจะแบกรับไว้เพียงฝ่ายเดียวครับ

5. มาตรฐานใหม่และความรับผิดชอบ (Accountability):

ผมอยากเห็นรัฐบาลชุดนี้สร้าง “สัญญาประชาคม” ที่มีตัวชี้วัด (KPI) และระยะเวลาที่ชัดเจน หากเกิดความผิดพลาด การแสดงความรับผิดชอบอย่างสง่าผ่าเผยตามหลัก
ธรรมาภิบาลจะเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงวุฒิภาวะและความเคารพต่อเสียงประชาชน

สุดท้ายนี้ ผมเชื่อว่าพี่น้องประชาชนพร้อมให้โอกาส หากรัฐบาลแสดงให้เห็นว่า ห่วงใยปากท้องของประชาชนมากกว่าพวกพ้อง และมีความกล้าหาญที่จะเปิดใจรับฟังทุกภาคส่วน ผมในฐานะสมาชิกวุฒิสภา หากรัฐบาลต้องการให้ผมช่วยประสานงานในส่วนใดเพื่อให้เกิดการรวมพลังผู้ทรงคุณวุฒิมาช่วยชาติ ผมยินดีทำหน้าที่อย่างเต็มความสามารถครับ

เราไม่ได้ต้องการเพียงรัฐบาลที่วางแผนเก่งในกระดาษ แต่เราต้องการรัฐบาลที่ ฟังเสียงประชาชนและสามารถเป็นที่พึ่งที่มั่นคงที่สุดได้ในยามที่โลกผันผวนครับ

ปฏิมา จีระแพทย์
สมาชิกวุฒิสภา
7 เมษายน 2569