ทีปรึกษา กอ.รมน.ภาค 2” ผู้ใหญ่ใจบุญซื้อชุดนักเรียนพร้อมรองเท้าให้เด็กยากจนกตัญญู สร้างสังคมแห่งการให้และแบ่งปันน้ำใจส่งต่อเป็นเมล็ดพันธุ์โมเดลต้นแบบเล็กๆที่หว่านในสังคมไทยในยุคปัจจุบัน

เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 จะพาไปชมเรื่องราวที่น่าชื่นชมเพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้สังคมไทยในยุคปัจจุบัน เป็นเรื่องราวของเด็กที่ยากจนกตัญญูต่อพ่อแม่ของ เด็กชายดวงจันทร์ พยัค์ฆะ (น้องออม) อายุ 11 ปี ซึ่งกำลังเรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านกวางงอย ตำบลโคกกลาง อำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ คุณพ่อร่างกายไม่ค่อยสมบูรณ์ ส่วนคุณแม่ตรวจพบโรคมะเร็งสมอง ร่างกายไม่ค่อยแข็งแรง อาชีพทั้งสองรับจ้างทั่วไป ในช่วงคุณแม่น้องออมเข้าโรงพยาบาลน้องออมจะเป็นคนคอยเฝ้าอาการที่โรงพยาบาลมาโดยตลอดและขาดโรงเรียนอยู่บ่อยๆ ในช่วงวันหยุดหรือปิดภาคเรียนน้องออมจะช่วยพ่อแม่แบ่งเบาภาระงานต่างๆ น้องเป็นเด็กตัวเล็กๆ ร่างเริง ยิ้มแย้มแจ่มใจ หัวเราะตามประสาเหมือนเด็กทั่วๆไป ด้วยความยากจนเวลาไปโรงเรียนน้องจะสวมใส่ชุดนักเรียนเก่าที่ได้รับบริจาคซึ่งจากการสอบถามพ่อแม่เล่าให้ฟังว่าน้องออมไม่ได้สวมชุดนักเรียนใหม่เลยมาตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปี่ที่ 3 เพราะฐานะทางบ้านยากจนและไม่มีเงินซื้อชุดนักเรียนใหม่ให้ลูก เพราะตัวเองทำงานรับจ้าง ได้เงินมาก็ซื้อข้าวสาร กับข้าว บางทีก็ไม่พอใช้จ่าย บางเดือนไม่มีเงินแม้แต่จะเสียค่าไฟฟ้า บ้างครั้งค้างถึง 2 เดือน จนการไฟฟ้าต้องงดการใช้ไฟฟ้าอยู่บ่อยครั้ง แต่ก็พากันต่อสู้เพื่อให้ลูกได้เรียนหนังสือตลอดมา

จากการสอบถาม ว่าที่ พันตรีสุเทพ โตโสภณ กับ นางสาวไพรีราบ สันรัมย์ ครูประจำชั้นโรงเรียนบ้านกวางงอย ต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าน้องออมเป็นเด็กที่นิสัยดี แต่ฐานะทางบ้านยากจน และก็ได้คอยให้การช่วยเหลืออยู่บ่อยครั้ง และช่วงเปิดเทอมมีทางโรงเรียนก็ให้ยืมจักรยานเพื่อปั่นไปโรงเรียนอีกด้วย เมื่อเรื่องราวชีวิตจริงยิ่งกว่าละครของน้องออมได้ยินไปถึง นายวรพันธ์ อ่อนคง ที่ปรึกษากองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ภาค 2 (ที่ปรึกษา กอ.รมน.ภาค 2) ตามคำสั่งแต่งตั้งของ พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 ทราบข่าวว่าน้องออมเป็นเด็กยากจนแต่มีความกตัญญูต่อพ่อแม่ ท่านก็มีความประสงค์ยื่นน้ำใจเข้าช่วยเหลือในการซื้อชุดนักเรียน เข็มขัด พร้อมถุงเท้า รองเท้า ให้ใหม่ จำนวน 1 ชุด เพื่อให้น้องออมได้มีชุดนักเรียนใหม่ ได้ใส่ไปโรงเรียนหลังจากไม่เคยมีชุดใหม่ใส่กับเขาเป็นระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา ถือเป็นผู้ใหญ่ใจดี ใจบุญ สร้างสังคมแห่งการให้และแบ่งปันน้ำใจให้กับเด็กยากจนที่มีโอกาสน้อยทางสังคม ส่งต่อเป็นเมล็ดพันธุ์โมเดลต้นแบบเล็กๆ ที่หว่านในสังคมไทยในยุคปัจจุบัน ที่เต็มไปด้วยการแข่งขันสูง ท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนเร็ว ทั้งเศรษฐกิจ ค่าครองชีพที่สูงขึ้น ที่กำลังนิยามอนาคตใหม่ โดยที่เด็กไทยอาจไม่ได้ออกตัวจากจุดเดียวกัน เด็กจากครอบครัวที่พร้อม อาจมีโอกาสวิ่งทันโลก แต่เด็กอีกจำนวนมาก โดยเฉพาะครัวเรือนยากจน กำลังถูกทิ้งห่างมากขึ้นทุกวัน และเสี่ยง “หลุดจากระบบการศึกษา” ก่อนจะได้มีโอกาสเลือกอนาคตของตัวเอง แม้จะมีนโยบาย “เรียนฟรี 15 ปี” ซึ่งเด็กยากจนยังต้องแบกรับค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา โดยเฉพาะ “ค่าเล่าเรียน” รองลงมาคือ เครื่องแบบ, หนังสือ, ค่าเดินทาง และค่าอาหาร ซึ่งโอกาส คำว่า “การให้และแบ่งปันน้ำใจ” จึงถูกเหินห่างและมักถูกมองข้ามและลดน้อยลงไปในทุกๆวัน

หวังว่าเรื่องเล่าของน้องออมในครั้งนี้ จะเป็นแรงบันดาลใจให้อีกหลายท่านในการสร้างสังคมแห่งการให้และแบ่งปันในสังคมไทยให้อยู่บนโลกใบนี้ต่อไป เพราะ “เด็กยากจน” อีกจำนวนมาก ยังไม่รู้ว่า…จะได้เรียนต่อไหม? เเต่ครอบครัวของเด็กยากจนพวกเขายังต่อสู้ในทุกๆวัน เพราะคำว่า “การศึกษาคือแสงสว่างนำทางของชีวิต” เพื่ออนาคตต่อไป

#บก.ไทบ้าน#ยิ่งให้ยิ่งได้#สร้างสังคมแห่งการให้และแบ่งปันน้ำใจบนโลกใบนี้