250569-ประเด็น- เตรียมความพร้อมโครงการไทยช่วยไทยพลัส

เตรียมความพร้อมในการสนับสนุนประชาชนและร้านค้าเข้าร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และแนวทางการรับรองร้านค้าในพื้นที่อย่างถูกต้อง

วันที่ 25 พฤษภาคม 2569 ที่ห้องประชุมสามัคคีมุขมาตย์ ศาลากลางจังหวัดนครปฐม นางสาวอโรชา นันทมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม พร้อมด้วย รองผู้ว่าราชการจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการ นายอำเภอและผู้แทนทั้ง 7 อำเภอผู้บริหารธนาคารกรุงไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุมชี้แจงแนวทางการดำเนินโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” เพื่อเตรียมความพร้อมในการสนับสนุนประชาชนและร้านค้าเข้าร่วมโครงการ เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การลงทะเบียนประชาชนและร้านค้า ตลอดจนแนวทางการรับรองร้านค้าให้เป็นไปอย่างถูกต้อง โปร่งใส และป้องกันการทุจริต

โครงการไทยช่วยไทยพลัส แบ่งผู้ได้รับสิทธิ์ออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐประมาณ 13 ล้านคน ซึ่งได้รับสิทธิ์อัตโนมัติโดยไม่ต้องลงทะเบียน และประชาชนทั่วไปประมาณ 30 ล้านคน ที่ต้องลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 หรือจนกว่าสิทธิ์จะเต็ม โดยรัฐบาลสนับสนุนวงเงินช่วยเหลือเดือนละ 1,000 บาทต่อคน เป็นระยะเวลา 4 เดือน ตั้งแต่เดือนมิถุนายน – กันยายน 2569 โดยเป็นการช่วยจ่ายในสัดส่วน 60% ของยอดซื้อสินค้าและบริการ ขณะที่ประชาชนร่วมจ่ายเอง 40% สามารถใช้สิทธิ์ผ่าน G-Wallet ในแอป “เป๋าตัง” ได้ทุกวัน เวลา 06.00 – 23.00 น.

สำหรับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ จะเน้นร้านอาหาร เครื่องดื่ม ร้านสินค้าทั่วไป และบริการขนส่งสาธารณะ โดยร้านนวด สปา ร้านเสริมสวย ทำผม ทำเล็บ และบริการอื่น ๆ จะไม่สามารถเข้าร่วมโครงการได้ในรอบนี้ ในส่วนของร้านค้าใหม่ ต้องมีบัญชีธนาคารกรุงไทยและแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” พร้อมยื่นแบบฟอร์มรับรองร้านค้า โดยร้านค้าบุคคลธรรมดาจะต้องมีผู้มีอำนาจในพื้นที่ลงนามรับรอง เช่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ปลัดอำเภอ เทศบาลเมือง เทศบาลนคร และพัฒนาการอำเภอในกรณีร้าน OTOP

ทั้งนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม ได้กำชับนายอำเภอและเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องในทุกพื้นที่ เพิ่มความระมัดระวังในการรับรองร้านค้า และตรวจสอบให้แน่ชัดว่าร้านค้ามีตัวตนจริง มีการค้าขายจริง เพื่อป้องกันการสวมสิทธิ์หรือการซื้อขายทิพย์ ซึ่งหากเกิดปัญหาทุจริต ผู้รับรองร้านค้าอาจต้องร่วมตรวจสอบกับคณะกรรมการโครงการ ในส่วนของร้านค้าเร่ รถพุ่มพวง ร้านค้าออกบูธ รวมถึงผู้ประกอบการขนส่งสาธารณะ เช่น วินจักรยานยนต์รับจ้างและแท็กซี่ ว่าสามารถเข้าร่วมโครงการได้ หากมีเอกสารและหลักฐานถูกต้องครบถ้วน พร้อมทั้งขอความร่วมมือทุกภาคส่วนร่วมกันกำกับดูแลการดำเนินโครงการอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ความช่วยเหลือจากภาครัฐถึงมือประชาชนอย่างแท้จริง และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อเศรษฐกิจในพื้นที่