26 พฤษภาคม 2569 – ฉะเชิงเทรา เร่งหาแนวทางอุดช่องโหว่การลักลอบนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ข้ามชาติ นายทรงศัก สายเชื้อ ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน พร้อมด้วยนางสาวศิริลักษณ์ วิศวรุ่งโรจน์ อุตสาหกรรมจังหวัดฉะเชิงเทรา นางเพลินตา สิทธิกรเมธากุล ผู้อำนวยการส่วนบริการศุลกากร
ฉะเชิงเทรา และผู้แทนศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดฉะเชิงเทรา ลงพื้นที่โรงงานอุตสาหกรรมในเขตปลอดอากร (Free Zone) ในอำเภอบ้านโพธิ์ และอำเภอแปลงยาว จังหวัดฉะเชิงเทรา จำนวน 2 แห่ง เพื่อแสวงหาข้อเท็จจริงประกอบการพิจารณาแก้ไขปัญหาเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการลักลอบนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ข้ามชาติ
นายทรงศัก สายเชื้อ ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน เผยว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้ สืบเนื่องจากสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินได้รับเรื่องร้องเรียน กรณีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องละเว้นการตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายกับกลุ่มทุนที่ลักลอบนำเข้าตู้คอนเทนเนอร์ ซึ่งต้องสงสัยว่ามีการผสมขยะอิเล็กทรอนิกส์ เข้ามาในราชอาณาจักรอย่างผิดกฎหมาย โดยก่อนหน้านี้เครือข่ายปฏิบัติการบาเซล (BAN) ได้แจ้งเตือนว่ามีการนำเข้าของเสียต้องสงสัยจากสหรัฐอเมริกา ในช่วงเดือนเมษายนถึงกันยายน 2568 มากถึง 435 ตู้ นอกจากนี้ ยังพบปัญหาผู้ประกอบการในเขตปลอดอากรหลายแห่งประกอบกิจการคัดแยกขยะอิเล็กทรอนิกส์โดยไม่สามารถสำแดงแหล่งที่มาของวัตถุดิบได้ มีการตั้งโรงงานเถื่อน และจัดการมลพิษไม่ได้มาตรฐาน
ซึ่งวันนี้ได้ลงพื้นที่ 2 โรงงานอุตสาหกรรมในเขตปลอดอากร (Free Zone) ที่ดำเนินการเกี่ยวกับธุรกิจผลิตรถยนต์ไฟฟ้า ขนาดเล็ก-ใหญ่ ซึ่งมีการนำเข้าวัตถุดิบทั้งในและต่างประเทศเพื่อเป็นชิ้นส่วนในการผลิต และธุรกิจการคัดแยกของเสีย เพื่อตรวจสอบความถูกต้องในการดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายและมีกระบวนการกำจัดของเสียอย่างถูกต้องหรือไม่ เพื่อนำข้อมูลทุกมิติไปประกอบการ
พิจารณาแก้ไขปัญหาอุดช่องโหว่การลักลอบนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์เข้าประเทศ จากที่ประการประชุมพบปัญหาและอุปสรรคในการตรวจสอบ โดยเฉพาะการสุ่มตรวจที่ค่อนข้างยากในการตรวจคัดแยกขยะอิเล็กทรอนิกส์ขนาดเล็กที่แฝงปะปนเข้ามากับชิ้นส่วนขยะอุตสาหกรรมที่สามารถนำเข้ามารีไซเคิล การบังคับใช้กฎหมาย ทั้งในส่วนการ
พิจารณาอนุญาตและการกำกับการประกอบกิจการโรงงานในแต่ละประเภท เนื่องจากพบว่ามีโรงงานดำเนินกิจการไม่ตรงกับประเภทที่จดตั้งโรงงาน ซึ่งมีความสุ่มเสี่ยงที่จะมีลักลอบนำเข้าขยะพิษอย่างผิดกฎหมาย เป็นต้น ทั้งนี้ เคยมีการตรวจพบขยะ
อิเล็กทรอนิกส์หรือวัตถุอันตราย เช่น แกรไฟต์และเศษชิ้นส่วนแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ปะปนกับชิ้นส่วนกากอุตสาหกรรมในโรงงานคัดแยกกากอุตสาหกรรมในเขตปลอดอากร 2 กรณี และนอกเขตปลอดอากรอีก 9 กรณี ซึ่งปัจจุบันผู้ประกอบการได้ให้ความร่วมมือปฏิบัติตามกฎหมายในการงดการขนย้ายและจัดเก็บแยกออกในพื้นที่ปลอดภัย เนื่องจากยังอยู่ในขั้นตอนการดำเนินคดี เพื่อเร่งผลักดันส่งออกกลับไปยังประเทศต้นทางต่อไป
ทั้งนี้ หลังจากการลงพื้นที่เก็บข้อมูลวันนี้ จะลงพื้นที่ต่อเนื่องในวันพรุ่งนี้ (27 พฤษภาคม 2569) ในพื้นที่ศูนย์เอ็กซเรย์และเทคโนโลยีศุลการ สำนักงานศุลกากรท่าเรือแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี เพื่อหารือร่วมกับหน่วยการที่เกี่ยวข้องเร่งหาแนวทางยกระดับมาตรการควบคุมและพิจารณาการบังคับใช้กฎหมายในประเด็นที่เกี่ยวข้องอย่างเข้มงวดยิ่งขึ้น
“ปัญหาการลักลอบนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์และวัตถุอันตราย เป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนคนไทย การลงพื้นที่โรงงานอุตสาหกรรมในเขตปลอดอากร (Free Zone) ในวันนี้ เพื่อตรวจสอบในกระบวนการจริงว่าการกำกับดูแลของเจ้าหน้าที่รัฐอาจมีช่องโหว่ตรงจุดใดบ้าง เราไม่สามารถยอมรับได้กับการที่ผู้ประกอบการฉวยโอกาสใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีในเขตปลอดอากร มาเป็นเกราะกำบังในการทำลายสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินจะติดตามเรื่องนี้อย่างถึงที่สุด เพื่อเป็นกลไกกลางเชื่อมและสนับสนุนทุกภาคส่วนในการบูรณาการร่วมกันยุติปัญหานี้ในเชิงระบบต่อไป” นายทรงศัก ย้ำทิ้งท้าย
/…..สราวุฒิ บุญสร้าง ผู้สื่อข่าวภูมิภาคฉะเชิงเทรา









