“กระบวนการแต่งแร่” คืออะไร? อาจารย์วิศวะสิ่งแวดล้อมฯ มหิดล กาญจนบุรี ชวนไขคำตอบ เมื่ออุตสาหกรรมขยับเข้าใกล้ชุมชน”

วันที่ 20 กรกฎาคม 2569 ดร.อาจารี แก้วเหล่ายูง อาจารย์ประจำสาขาวิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อมและการจัดการภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตกาญจนบุรี เผยแพร่องค์ความรู้ในการดำเนินกิจการ “โรงแต่งแร่” เพื่อให้ประชาชน และผู้ประกอบการ ได้เกิดความตระหนัก เมื่อเกิดความตระหนัก…จะคำนึงถึงผลกระทบ และเมื่อเข้าใจผลกระทบตามข้อเท็จจริง จึงจะสามารถร่วมตัดสินใจได้อย่างมีเหตุผล โดยได้เปิดเผยว่า

ในยุคปัจจุบันที่ประชากรโลกเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ความต้องการใช้ทรัพยากรธรรมชาติของมนุษย์ก็เติบโตเป็นเงาตามตัว อุตสาหกรรมการผลิตต่างๆ อาทิ อุตสาหกรรมโลหะวิทยา อุตสาหกรรมเคมี อุตสาหกรรมอิเล็คทรอนิกส์ และเทคโนโลยีพลังงานสะอาด ล้วนมีความต้องการทรัพยากรแร่มาแปรรูป สกัด และใช้ในกระบวนการผลิตอุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องใช้ รวมถึงสาธารณูปโภคพื้นฐาน ความต้องการที่พุ่งสูงนี้ ส่งผลให้เรื่องที่เคยดูไกลตัวอย่าง “การทำเหมืองและการแต่งแร่” เริ่มขยับเข้ามาใกล้ตัวและใกล้ชุมชนที่เราอยู่อาศัยมากขึ้น ใกล้แหล่งน้ำอุปโภคบริโภค หรือพื้นที่ประกอบอาชีพทำมาหากินของประชาชน และวันใดวันหนึ่ง กิจกรรมเหล่านี้ก็อาจจะขยับมาตั้งอยู่ใกล้บ้านของเรา

และการดำเนินกิจการ “โรงแต่งแร่” ในประเทศไทยไม่สามารถก่อสร้างหรือเปิดดำเนินการได้โดยอิสระ แต่ต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของหลายหน่วยงานภาครัฐ ประเทศไทยมีกฎหมายสำคัญ 3 ฉบับที่ออกแบบมาเพื่อควบคุมและปกป้องสิทธิ์ของชุมชนอย่างรัดกุม ซึ่งประชาชนควรรู้เพื่อใช้ตรวจสอบ ได้แก่:

– พระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2560: กำหนดให้ผู้ประกอบการที่จะทำการคัดแยก บด หรือแปรรูปแร่นอกเขตเหมืองที่ได้รับสัมปทาน/นอกเขตประทานบัตร ต้องได้รับ “ใบอนุญาตแต่งแร่” อย่างถูกต้องตามกฎหมายเสียก่อน

– พระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 (และที่แก้ไขเพิ่มเติม): เนื่องจากโรงแต่งแร่ถูกจัดเป็นโรงงานจำพวกที่ 3 (โรงงานที่มีมลพิษหรืออาจก่อผลกระทบ) จึงต้องได้รับ “ใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน” หรือ “ใบ ร.ง. 4” จากกระทรวงอุตสาหกรรมก่อนเริ่มเดินเครื่องประกอบกิจการ

– พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535: กำหนดให้โครงการแต่งแร่ที่มีการใช้สารเคมีหรือมีกระบวนการลอยแร่ตามประกาศกระทรวงที่ออกตาม พรบ. นี้ จะต้องจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA (Environmental Impact Assessment) และหากเข้าข่ายโครงการที่อาจส่งผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ก็ต้องทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ หรือ EHIA (Environmental and Health Impact Assessment) ควบคู่ไปกับการทำ “กระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน” เพื่อฟังเสียงของคนในพื้นที่

ดังนั้น ประชาชนจึงจำเป็นต้องมีความรู้ความเข้าใจในกิจกรรมของโรงแต่งแร่ เพื่อที่จะสามารถใช้สิทธิ์ทางกฎหมายเหล่านี้ร่วมตัดสินใจได้อย่างเท่าทัน

1. กิจกรรมและของเสีย (By-products) ในโรงแต่งแร่เกิดอะไรขึ้นบ้าง?

“การแต่งแร่” (Ore Dressing) คือกระบวนการแยกเนื้อแร่เศรษฐกิจออกจากหินและแร่เจือปนที่ไม่มีมูลค่า โดยมีกิจกรรมเริ่มต้นจากการบดแร่ให้เป็นผงละเอียด (Grinding) ซึ่งขั้นตอนนี้จะก่อให้เกิด ฝุ่นละอองและเสียงดัง จากนั้นจะเข้าสู่กระบวนการแยกแร่ เพื่อเพิ่มความเข้มข้นของเนื้อแร่ ซึ่งในทางอุตสาหกรรมนิยมใช้ 2 วิธีหลักร่วมกัน คือ

– กระบวนการจิกกิ้ง (Jigging Process): เป็นการแยกแร่ด้วยความถ่วง (Gravity Separation) สำหรับแร่ที่มีขนาดค่อนข้างหยาบ โดยอาศัยหลักการความต่างของความหนาแน่น เครื่องจิกกิ้งจะป้อนน้ำและสร้างแรงสั่นสะเทือนเป็นจังหวะเพื่อดันให้แร่ที่มีน้ำหนักมาก (เช่น แร่ฟลูออไรต์) ตกตะกอนลงด้านล่าง ส่วนหินเจือปนที่เบากว่า จะถูกพัดลอยไปด้านบน สิ่งที่เกิดขึ้นจากขั้นตอนนี้คือ “กากหางแร่ที่เป็นเศษหินหยาบ (Coarse Tailings)” และ “น้ำโคลนปริมาณมหาศาล” แม้วิธีนี้จะไม่ใช้สารเคมี แต่หากไม่มีระบบตกตะกอนและหมุนเวียนน้ำที่ดี น้ำโคลนเหล่านี้จะสร้างปัญหาตะกอนสะสมอย่างรุนแรง

– กระบวนการลอยแร่” (Froth Flotation) ซึ่งเป็นที่นิยมที่สุด ใช้สำหรับผงแร่ขนาดเล็กละเอียดที่ไม่สามารถแยกด้วยวิธีจิกกิ้งได้ นำมาผสมน้ำและสารเคมีปรับสภาพ จำพวกสารสะสม (Collectors) และสารกดดัน (Depressants) เพื่อทำให้เนื้อแร่เกาะติดฟองอากาศลอยขึ้นมาสู่ผิวน้ำ สิ่งที่เหลืออยู่คือ “กากหางแร่เนื้อละเอียด (Fine Tailings)” ซึ่งมีลักษณะเป็นโคลนเหลวเนื้อละเอียดที่ปนเปื้อนสารเคมีอินทรีย์ และ “น้ำทิ้งจากกระบวนการ” ที่มีไอออนของสารเคมีละลายปนอยู่เข้มข้น

2. ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม หากบริหารจัดการไม่ได้มาตรฐาน

หากโรงแต่งแร่ไม่มีระบบการจัดการของเสียที่รัดกุมพอ สิ่งแวดล้อมโดยรอบจะได้รับผลกระทบในทางธรณีเคมีอย่างรุนแรง ได้แก่

• การปนเปื้อนของสารเคมีและสารละลายแร่: เช่น ในกรณีการแต่งแร่ฟลูออไรต์ ( ) หากระบบบ่อกักเก็บกากหางแร่ไม่มีการปูด้านล่างด้วยแผ่นกันซึมที่ดีพอ ไอออนของฟลูออไรด์ ( ) ที่ละลายน้ำได้ดีจะซึมลงสู่น้ำบาดาลและไหลลงสู่แหล่งน้ำผิวดิน

• น้ำเจือปนกรดและโลหะหนัก: เมื่อของเสียเหล่านี้ถูกทิ้งไว้และทำปฏิกิริยากับน้ำและออกซิเจนในอากาศ จะกลายเป็นน้ำสภาพกรด ซึ่งกรดนี้จะไปกัดเซาะและชะล้างโลหะหนักที่เป็นพิษ (เช่น ตะกั่ว แคดเมียม สารหนู) ซึ่งมีอยู่ในชั้นหินชั้นดินในบริเวณเดียวกัน ไหลออกไปปนเปื้อนสู่ระบบนิเวศภายนอก

• ระบบนิเวศน้ำขุ่นทึบ: กากหางแร่ที่เป็นโคลนละเอียดหากหลุดรอดลงแหล่งน้ำธรรมชาติ จะทำให้น้ำขุ่นข้น แสงแดดส่องไม่ถึงพืชน้ำ สัตว์น้ำขาดออกซิเจนและสูญเสียแหล่งวางไข่

3. ผลกระทบต่อสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นกับชุมชน

เมื่อเกิดการปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม สารพิษเหล่านี้มีโอกาสสูงที่จะเข้าสู่ร่างกายมนุษย์ผ่านทางห่วงโซ่อาหาร เช่น การดื่มน้ำ บริโภคพืชผักที่ปลูกและพืชน้ำที่อยู่ในพื้นที่ปนเปื้อน หรือกินสัตว์น้ำที่สะสมสารพิษเอาไว้:

• ภาวะพิษจากฟลูออไรด์สะสม (Fluorosis): หากได้รับฟลูออไรด์จากแหล่งน้ำที่ปนเปื้อนเกินมาตรฐานในระยะยาว จะเข้าไปทำลายสารเคลือบฟันทำให้ฟันตกกระ ผุกร่อน ดำ และเข้าไปสะสมในกระดูกก็อาจส่งผลให้เปราะหักง่าย และเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุน ปวดข้อ ข้อติด และอาจร้ายแรงถึงขั้นกระดูกบิดเบี้ยวพิการ

• พิษจากโลหะหนัก: โลหะหนักที่ถูกชะล้างออกมา เช่น ตะกั่ว จะส่งผลโดยตรงต่อระบบประสาทส่วนกลาง ทำลายเซลล์สมอง (โดยเฉพาะในเด็กเล็ก) รบกวนการสร้างเม็ดเลือดแดง และก่อให้เกิดภาวะไตวายเรื้อรัง รวมถึงสารเคมีตกค้างจากการลอยแร่บางชนิดก็อาจเป็นสารก่อมะเร็งและสร้างความระคายเคืองต่อผิวหนังสัมผัส หรือสารหนู ที่ถูกจัดอยู่ในหมวดหมู่ของสารก่อมะเร็ง และเพิ่มโอกาสการเกิดพิษเฉียบพลันซึ่งทีโอกาสเสียชีวิตได้

บทสรุป: การทำความเข้าใจเรื่องกระบวนการแต่งแร่และผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม ไม่ได้มีไว้เพื่อการปฏิเสธการพัฒนาทางอุตสาหกรรม แต่มีไว้เพื่อให้ประชาชนในฐานะเจ้าของพื้นที่ มีความรู้เท่าทัน มีข้อมูลที่ถูกต้องตามหลักวิทยาศาสตร์ เพื่อใช้ในเวทีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผลักดันให้ภาคอุตสาหกรรมต้องใช้เทคโนโลยีและการจัดการที่ได้มาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด (เช่น ระบบน้ำหมุนเวียนแบบปิด 100% หรือ Zero Discharge) อีกทั้งยังต้องให้ภาครัฐเน้นย้ำการกระบวนการติดตามตรวจสอบที่เข้มงวดรัดกุมในเรื่องการจัดการของเสียจากกระบวนการแต่งแร่เพื่อให้การพัฒนาเศรษฐกิจสามารถเดินหน้าควบคู่ไปกับสุขภาวะที่ดีของชุมชนอย่างยั่งยืน

(ข้อมูลสำหรับการศึกษาเพิ่มเติม)

1.กรมควบคุมมลพิษ. (2558). คู่มือความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับระบบบำบัดน้ำเสียเบื้องต้นและการตรวจสอบระบบบำบัดน้ำเสียด้วยตนเอง. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม.

2.สำนักบริหารและฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่. (2548). คู่มือการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อการฟื้นฟูพื้นที่เหมืองแร่. กระทรวงอุตสาหกรรม.

3.กองประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม. (2563). แนวทางการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม โครงการเหมืองแร่. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม.

ญาณภัทร ศิลปะขจร//กาญจนบุรี