หัวอกคนเป็นแม่แทบสลาย หลังลูกชายวัย 16 ปี ถูกทำร้ายได้รับบาดเจ็บสาหัสจากเหตุทะเลาะวิวาทภายในซอยประชาอุทิศ 21 ล่าสุดได้รับคลิปจากพลเมืองดี ซึ่งอ้างว่าเห็นภาพกลุ่มผู้ก่อเหตุหลายคนถือทั้งมีดและอาวุธปืนวิ่งไล่ทำร้ายผู้เสียหายอย่างชัดเจน เจ้าตัววอนตำรวจเร่งติดตามผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดี พร้อมยอมรับทุกวันนี้ใช้ชีวิตด้วยความหวาดระแวง หวั่นลูกและครอบครัวจะตกเป็นเป้าซ้ำอีกครั้ง
เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2569 ผู้สื่อข่าวติดตามความคืบหน้าคดีวัยรุ่นยกพวกใช้อาวุธทำร้ายกันภายในซอยประชาอุทิศ 21 ถนนประชาอุทิศ แขวงและเขตราษฎร์บูรณะ กรุงเทพมหานคร ซึ่งเหตุเกิดเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2569 เวลาประมาณ 17.04 น. ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 2 ราย โดยหนึ่งในนั้นคือ นายอุดมทรัพย์ แสงช้าง หรือ “เฟิส” อายุ 16 ปี หลานชายนักข่าวย่านฝั่งธน ถูกฟันบริเวณท้ายทอยจนได้รับบาดเจ็บสาหัส ขณะที่นายดนัยณัฎฐ์ กมลศิล หรือ “ต้า” อายุ 17 ปี ถูกฟันบริเวณแขนขวาเป็นแผลฉกรรจ์
ภายหลังเกิดเหตุ ผู้เสียหายรวม 6 คน ได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สน.ราษฎร์บูรณะ เพื่อให้ดำเนินคดีกับผู้ก่อเหตุจนถึงที่สุด โดยล่าสุดครอบครัวของผู้บาดเจ็บได้รับคลิปวิดีโอจากพลเมืองดี ซึ่งอ้างว่าเป็นภาพขณะเกิดเหตุ ภายในคลิปปรากฏภาพกลุ่มชายหลายคนวิ่งไล่ทำร้ายผู้เสียหาย พร้อมอาวุธมีดและวัตถุคล้ายอาวุธปืน อีกทั้งยังสามารถมองเห็นทะเบียนรถจักรยานยนต์ของผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ได้อย่างชัดเจน ซึ่งครอบครัวได้ส่งมอบข้อมูลดังกล่าวให้เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้ประกอบการสืบสวนแล้ว
นางสาวหมู มารดาของนายอุดมทรัพย์ เปิดเผยทั้งน้ำตาว่า ตลอด 3 วันที่ผ่านมา ชีวิตของครอบครัวเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง วันนี้ได้พาลูกและเพื่อนผู้เสียหายเดินทางไปพบพนักงานสอบสวน เพื่อให้ข้อมูลเพิ่มเติมและช่วยยืนยันตัวบุคคลที่เกี่ยวข้องตามขั้นตอนของกฎหมาย หลังได้รับแจ้งว่าหากสามารถยืนยันตัวผู้ก่อเหตุได้ ก็จะเป็นประโยชน์ต่อการขออนุมัติหมายจับ
ผู้เป็นแม่กล่าวว่า เมื่อได้เห็นคลิปเหตุการณ์ด้วยตาของตัวเอง ยิ่งรู้สึกสะเทือนใจ เพราะภาพที่ปรากฏแสดงให้เห็นว่ามีผู้ก่อเหตุหลายคนถืออาวุธทั้งมีดและสิ่งที่มีลักษณะคล้ายอาวุธปืน วิ่งไล่ทำร้ายวัยรุ่นที่แทบไม่มีโอกาสต่อสู้ ทำให้เธอรู้สึกหวาดกลัวอย่างมาก และตั้งคำถามถึงความปลอดภัยของประชาชน
“ตอนลูกเล่าให้ฟัง แม่ยังนึกภาพไม่ออก แต่พอได้เห็นคลิปจริง หัวใจแทบแตกสลาย ไม่คิดว่าลูกจะต้องเผชิญเหตุการณ์ที่โหดร้ายขนาดนี้ ทุกวันนี้ยังนอนไม่หลับ กลัวคนที่ก่อเหตุจะย้อนกลับมาทำร้ายลูกและครอบครัวอีก” ผู้เป็นแม่กล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
เธอยังระบุอีกว่า ปัจจุบันลูกชายยังเดินได้ไม่เป็นปกติ ต้องเดินทางไปล้างแผลที่โรงพยาบาลทุกวัน ขณะที่มีรายงานจากเพื่อนของลูกว่า ยังพบกลุ่มวัยรุ่นที่อ้างว่าเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ ขี่รถจักรยานยนต์วนเวียนอยู่บริเวณใกล้บ้าน ทำให้ครอบครัวเกิดความหวาดระแวง และไม่กล้าใช้ชีวิตตามปกติ
นอกจากความเจ็บปวดของลูกแล้ว ภาระทั้งหมดได้ตกอยู่กับผู้เป็นแม่ ซึ่งมีอาชีพขายลูกชิ้นนึ่งรถเข็น ต้องหยุดประกอบอาชีพเพื่อเฝ้าดูแลลูกอย่างใกล้ชิด รายได้ที่เคยนำมาจุนเจือครอบครัวต้องหายไป ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล การเดินทางไปโรงพยาบาล การติดตามคดี และการรวบรวมหลักฐาน กลับเพิ่มขึ้นทุกวัน
ทุกเช้าที่เคยเป็นเวลาทำมาหากิน วันนี้กลับกลายเป็นการพาลูกไปล้างแผล เดินทางเข้าสถานีตำรวจ และตามหาหลักฐานด้วยตัวเอง ความเหน็ดเหนื่อยของผู้เป็นแม่จึงไม่ได้เกิดจากการทำงานเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความหวาดกลัวว่าจะสูญเสียลูกไปอีกครั้ง
ผู้เป็นแม่จึงวิงวอนให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งติดตามผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีโดยเร็ว เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้เสียหายและประชาชน พร้อมฝากคำถามถึงสังคมว่า หากประชาชนผู้ทำมาหากินยังต้องใช้ชีวิตด้วยความหวาดกลัวเช่นนี้ ความปลอดภัยและความยุติธรรมจะอยู่ตรงจุดใด
ขณะนี้คดีอยู่ระหว่างการสืบสวนของพนักงานสอบสวน สน.ราษฎร์บูรณะ และการพิจารณาพยานหลักฐานเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป









