เจาะประเด็นความท้าทายและโอกาสทางการค้าระหว่างประเทศ กรณีการจับกุมการสวมสิทธิถิ่นกำเนิดสินค้าเป็นเท็จ
กรมศุลกากรให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามสินค้าสวมสิทธิผ่านสื่อมวลชนต่างประเทศในระหว่างที่มีการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ประจำปี 2569 (IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026) ที่ได้รับความสนใจจากทั่วโลก โดยนายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร ให้สัมภาษณ์แก่ Sky News UK ถึงความท้าทายและโอกาสทางการค้าระหว่างประเทศ พร้อมเปิดเผยผลการจับกุมในปีงบประมาณ 2569 จำนวน 59 คดี รวม 4 ล้านชิ้น มูลค่ากว่า 76 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่ใช้ในครัวเรือนและมีมูลค่าน้อย เมื่อเทียบกับสินค้าส่งออก แต่มีความสำคัญ เนื่องจากส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของสินค้าส่งออกไทยและภาพลักษณ์ของประเทศ
นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า ตามนโยบายรัฐบาลภายใต้การนำของ
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ
รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่ได้ให้ความสำคัญกับการป้องกันและปราบปราม
การนำเข้า-ส่งออกสินค้าผิดกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการสวมสิทธิถิ่นกำเนิดสินค้าเพื่อแสวงหาสิทธิประโยชน์ทางการค้าโดยมิชอบ อันเป็นการบิดเบือนระบบการค้าระหว่างประเทศและส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของสินค้าส่งออกไทย และส่งผลกระทบภาพลักษณ์ของประเทศ ซึ่งในระดับสากลให้ความสำคัญในประเด็นนี้เป็นอย่างมาก
เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2569 กรมศุลกากรให้การต้อนรับทีมข่าว Sky News UK จากสหราชอาณาจักร นำโดย Mr. Ed Conway เข้าสัมภาษณ์เกี่ยวกับความท้าทายและโอกาสของกรมศุลกากรที่เกี่ยวข้องกับมาตรการทางภาษีศุลกากร และการปรับตัวของประเทศไทยต่อการเปลี่ยนแปลงอัตราภาษีอย่างรวดเร็ว ตลอดจนแนวทางการรับมือกับช่องโหว่หรือการหลีกเลี่ยงมาตรการทางภาษี ณ สำนักงานศุลกากรท่าเรือกรุงเทพ
ในการนี้ ทีมข่าว Sky News UK ได้ให้ความสนใจและเจาะลึกในประเด็นการจับกุมสินค้าที่แสดงถิ่นกำเนิดเป็นเท็จ ซึ่งพฤติการณ์เป็นสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ แต่ระบุข้อความ “Made in Thailand” หรือ “Made in ประเทศอื่นที่ไม่ใช่ประเทศนำเข้า ถือเป็นการแสดงประเทศกำเนิดของสินค้าไม่ตรงตามความเป็นจริง และอาจทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดว่าสินค้านั้นผลิตหรือทำขึ้นในประเทศไทย หรือประเทศนั้น ๆ กรณีดังกล่าวส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของประเทศไทยในด้านการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งอาจนำไปสู่มาตรการตอบโต้
ทางการค้าหรือการเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบสินค้าจากประเทศไทยของประเทศคู่ค้า โดยปัจจุบันหลายประเทศให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการตรวจสอบแหล่งกำเนิดสินค้า โดยเฉพาะในช่วงที่สถานการณ์การค้าโลก
มีความอ่อนไหวต่อมาตรการภาษีและมาตรการกีดกันทางการค้า การสวมสิทธิถิ่นกำเนิดสินค้าจึงไม่ใช่เพียงการฝ่าฝืนกฎหมายศุลกากร แต่ยังอาจสร้างความเสียหายต่อผู้ประกอบการไทยที่ดำเนินธุรกิจโดยสุจริต และกระทบต่อ
ความเชื่อมั่นที่นานาชาติมีต่อประเทศไทย
โดยในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 กรมศุลกากรได้มีการจับกุมการกระทำความผิดกรณีสำแดงถิ่นกำเนิดเป็นเท็จ จำนวน 59 คดี จำนวน 4 ล้านชิ้น มูลค่าสินค้ากว่า 76 ล้านบาท โดยสินค้าดังกล่าวนำเข้าจากต่างประเทศ
แต่ระบุข้อความ “Made in Thailand” ซึ่งเป็นการแสดงประเทศกำเนิดของสินค้าไม่ตรงตามความเป็นจริง และอาจทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดว่าสินค้านั้นผลิตหรือทำขึ้นในประเทศไทย กรณีดังกล่าวเป็นความผิดฐานสำแดงเท็จ
เพื่อหลีกเลี่ยงอากรและหลีกเลี่ยงข้อห้าม รวมถึงความผิดตามพระราชบัญญัติห้ามนำของที่มีการแสดงกำเนิด
เป็นเท็จเข้ามา พ.ศ. 2481
อธิบดีกรมศุลกากรกล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับกรณีการแสดงข้อมูลอันเป็นเท็จเกี่ยวกับถิ่นกำเนิดสินค้า หรือการสวมสิทธิประเทศกำเนิดสินค้า โดยสำแดงเป็นสินค้าที่ผลิตในประเทศไทยเพื่อส่งออกไปยังต่างประเทศ
ได้กำหนดบทลงโทษกรณีสินค้าขาออกให้ปรับไม่เกิน 500,000 บาท ส่วนกรณีสินค้าขาเข้าให้ปรับ 2 เท่าของราคาของรวมค่าอากร บวก 1 เท่าของภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีสรรพสามิต ภาษีเพื่อมหาดไทย และภาษีอื่น ๆ พร้อมยก
ของกลางให้เป็นของแผ่นดิน
การสัมภาษณ์และเยี่ยมชมการปฏิบัติงานในครั้งนี้ เป็นโอกาสในการนำเสนอภารกิจของกรมศุลกากร
ทั้งด้านการตรวจสอบสินค้า การป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดทางศุลกากร ตลอดจนความท้าทายและโอกาสในการดำเนินงาน ผ่านการรายงานข่าวของสื่อมวลชนต่างประเทศ









