ทางหลวงจับกุมชายลักลอบขนย้าย 12 แรงงานต่างด้าว

21

กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการตำรวจทางหลวง (บก.ทล.) ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก. ได้สั่งการให้ พ.ต.อ.คงกฤช เลิศสิทธิกุล รรท.ผบก.ทล., พ.ต.อ.บุญลือ ผดุงถิ่น รอง ผบก.ป.ปรท.รอง ผบก.ทล.พ.ต.อ.ณัฐพงษ์ ปิตะบุตร รอง ผบก.ทล., พ.ต.อ.สมรภูมิ ไทยเขียว รอง ผบก.ทล., พ.ต.อ.ภคพล สุชล ผกก.กปภ.รรท.ผกก.2 บก.ทล.,พ.ต.ท.วิศษฏ์ มินเสน รอง ผกก.2 บก.ทล.,พ.ต.ท.นโรตม์ ยุวบูรณ์ รอง ผกก.6 บก.ปปป.รรท. รอง ผกก.2, พ.ต.ท.อิทธิศักดิ์ ค้ำคูณ สว.ส.ทล.6 กก.2 บก.ทล.

เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม นำโดย ร.ต.อ.อำนาจ สีนวล, ร.ต.อ.พงษ์เชษฐ์ นุ่มมาก รอง สว.ส.ทล.6.กก.2.บก.ทล.,

ร่วมกันจับกุม

1. นายเฉลิมพลฯ อายุ 50 ปี ผู้ต้องหาที่ 1

2. นายโจลุยฯ อายุ 54 ปี สัญชาติ เมียนมา ผู้ต้องหาที่ 2

3.นายซางไปฯ อายุ 38 ปี สัญชาติ เมียนมา ผู้ต้องหาที่ 3

4.นายจาอูฯ อายุ 29 ปี สัญชาติ เมียนมา ผู้ต้องหาที่ 4

5.นายเวยาเลงฯ อายุ 23 ปี สัญชาติ เมียนมา ผู้ต้องหาที่ 5

6. นายจอเซงเพียวฯ อายุ 18 ปี สัญชาติ เมียนมา ผู้ต้องหาที่ 6

7. นางซาซาโวยฯ อายุ 55 ปี สัญชาติ เมียนมา ผู้ต้องหาที่ 7

8. นางนอชองพ่อฯ อายุ 37 ปี สัญชาติ เมียนมา ผู้ต้องหาที่ 8

9. นางเนนามดาเมฯ อายุ 25 ปี สัญชาติ เมียนมา ผู้ต้องหาที่ 9

10. นางเมงลาซาวฯ อายุ 39 ปี สัญชาติ เมียนมา ผู้ต้องหาที่ 10

11. นางนอแกะฯ อายุ 20 ปี สัญชาติ เมียนมา ผู้ต้องหาที่ 11

12. นางเมงลาซึงฯ อายุ 27 ปี สัญชาติ เมียนมา ผู้ต้องหาที่ 12

13. นางโชโชละฯ อายุ 34 ปี​สัญชาติ เมียนมา ผู้ต้องหาที่ 13 และมีผู้ติดตามชื่อ เด็กหญิงชำเมงเปาฯ อายุ 12 ปี สัญชาติ เมียนมา จำนวน 1 คน

พร้อมตรวจยึดของกลาง

1. รถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล ยี่ห้อ โตโยต้า รุ่น วีโก้ สีดำ จำนวน 1 คัน

2. กุญแจรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล ยี่ห้อ โตโยต้า รุ่น วีโก้ สีดำ จำนวน 1 ดอก

3. โทรศัพท์มือถือ ยี่ห้อไอโฟน สีส้ม จำนวน 1 เครื่อง

จับกุม ทางหลวงหมายเลข ๓๓๓ กม.๖๔ (ขาเข้า อ.อู่ทอง) ม.5 ต.หนองมะค่าโมง อ.ด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี

สืบเนื่องจาก เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้มีการสืบสวนถึงเส้นทางที่มีการลักลอบขนคนต่างด้าวผิดกฎหมายเข้ามาในพื้นที่ กทม. และ ปริมณฑล ที่ผ่าน จ.สุพรรณบุรี โดยสืบทราบว่า จะมีการลักลอบนำพาบุคคลต่างด้าวหลบหนีเข้ามาในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมาย โดยใช้เส้นทางต้นทางจาก อ.วังเจ้า จ.ตาก –

อ.คลองลาน จ.กำแพงเพชร – อ.ลานสัก จ.อุทัยธานี – แยกบ้านไร่ จ.อุทัยธานี- ทล.333 เมื่อมาถึง

จ.สุพรรณบุรี จะใช้เส้นทางหลวง 333 ด่านช้าง – อู่ทอง

ต่อมารถวิทยุตรวจการณ์ ออกตรวจสังเกตการณ์ในเขตพื้นที่ตาม ที่ได้รับข้อมูลพบ รถยนต์บรรทุกส่วนดังกล่าว ซึ่งตามข้อมูลเป็นรถยนต์นำพาบุคคลต่างด้าว

ขับขี่มาตามถนนด่านช้าง – อู่ทอง ทางหลวงหมายเลข ๓๓๓ ซึ่งลักษณะรถบรรทุกสิ่งของหนัก โดยสังเกตุรถยนต์มีน้ำหนักมากกว่ารถยนต์ปกติ สอดคล้องต้องสงสัยว่ามีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับการขนย้ายแรงงานต่างด้าว จึงได้ขับขี่ติดตามรถยนต์คันดังกล่าว และให้รถคันดังกล่าวหยุดและได้ทำการรตรวจค้น

ปรากฏว่าพบ นายเฉลิมพลฯ(ผู้ต้องหาที่ 1) แสดงตนเป็นผู้ขับขี่รถยนต์คันกล่าว และตรวจค้นตัวนายเฉลิมพลฯ (ผู้ต้องหาที่ 1) ไม่พบสิ่งของผิดกฎหมาย จากนั้นตรวจค้นภายในรถยนต์คันดังกล่าว ปรากฎว่าพบผู้ต้องหาที่ 2-13 นั่งอยู่ภายในรถบริเวณด้านหน้าและช่องว่างด้านหลังผู้ขับขี่ภายในรถยนต์คันดังกล่าว จึงได้ให้ผู้ต้องหาที่ 2-13 แสดงเอกสารหลักฐานประจำตัว ตรวจสอบไม่พบเอกสารยืนยันตัวตนที่ราชการออกให้ สอบถามผู้ต้องหาที่ 2-13 ไม่สามารถสื่อสารหรือพูดภาษาไทยได้ จึงได้ตรวจสอบเอกสารโดยละเอียด

จากการตรวจสอบปรากฏว่าทั้งหมดไม่มีหนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทางแต่อย่างใดมาแสดงต่อเจ้าหน้าที่ จากการสอบถามนายเฉลิมพลฯ (ผู้ต้องหาที่ 1) ให้การรับสารภาพว่า ได้เดินทางติดตามผู้ขับรถนำ ออกจาก อ.วังเจ้า จ.ตาก –

อ.คลองลาน จ.กำแพงเพชร – อ.ลานสัก จ.อุทัยธานี มารับบุคคลต่างด้าวที่ภายในป่าอ้อยใน อ.บ้านไร่ อุทัยธานี

ซึ่งมีชายไทย ไม่ทราบชื่อ-สกุลจริง ติดต่อทางโทรศัพท์ (จำหมายเลขโทรศัพท์ไม่ได้) ให้ไปรับผู้ต้องหาที่ 2 – 13 ในบริเวณดังกล่าว เมื่อได้รับมาแล้วนายเฉลิมพลฯ ให้การว่าได้เดินทางออกจาก อ.บ้านไร่ จ.อุทัยธานี

(ที่รับตัวบุคคลต่างด้าว) เข้ามาถึงจังหวัดสุพรรณบุรี (จังหวัดที่ถูกจับกุม) ซึ่งจากข้อมูลที่นายเฉลิมพลฯ ให้การตรงกันกับข้อมูลการสืบสวนและให้การรับว่าปลายทางการขนย้ายบุคคลต่างด้าวในครั้งนี้มุ่งหน้าไปส่งบุคคลต่างด้าวปลายทางที่ จ.สุพรรณบุรี

ซึ่งจะมีการติดต่อการขนย้ายบุคคลต่างด้าว โดยมีชายไทย ไม่ทราบชื่อ-สกุลจริง ติดต่อทางโทรศัพท์ แจ้งให้ไปรับบุคคลต่างด้าวในภายในป่าอ้อยใน อ.บ้านไร่ จ.อุทัยธานี สถานที่ต้นทาง

ซึ่งจะมีบุคคล ไม่ทราบชื่อ-สกุล พาบุคคลต่างด้าว มาขึ้นรถที่ตนนำไปรับ เมื่อใกล้ถึงปลายทาง จะมีชาย

ไม่ทราบชื่อ-สกุลจริง จะโทรติดต่อกันอีกครั้ง โดยการลักลอบขนย้ายบุคคลต่างด้าวในครั้งนี้ มีรถที่ร่วมขบวนการขนย้ายบุคคลต่างด้าวจำนวน 2 คัน เป็นรถนำเพื่อดูเส้นทางหลบหนีและจุดสกัดของเจ้าหน้าที่ตำรวจ จำนวน 1 คัน และเป็นรถที่ใช้ขนย้ายแรงงานต่างด้าว จำนวน 1 คัน

จนกระทั่งถูกจับกุม ส่วนรถยนต์คันที่ดูเส้นทางหลบหนีจุดสกัดของเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยการลักลอบขนย้ายบุคคลต่างด้าวในครั้งนี้ มีการติดต่อสื่อสารกันผ่านโทรศัพท์มือถือ ซึ่งมีชายไทย ไม่ทราบชื่อ-สกุลจริง เป็นผู้ขับขี่ฯ การเดินทางจะใช้เป็นการขับขี่ตามกันมาโดยการทิ้งระยะห่างเป็นช่วงๆห่างประมาณ 1-2 กม.

นายเฉลิมพลฯ รับว่าได้ลักลอบขนย้ายบุคคลต่างด้าวครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 ได้ค่าตอบแทนเป็นเงินจำนวน 5,000 บาท (หากเสร็จสิ้นการขนย้ายบุคคลต่างด้าว)

โดยผู้จ้างวานให้ขนย้ายบุคคลต่างด้าวในครั้งนี้ นายเฉลิมพลฯให้การว่า ไม่ทราบว่าเป็นชายหรือหญิง

จำนวนกี่คน และไม่ทราบชื่อ-สกุลจริง

จากการสอบถาม บุคคลต่างด้าว/ผู้ต้องหาที่ 10 โดยมี นายลาวินทาย อาสาสมัครล่าม แปลภาษาเมียนมาฯ ในการสอบถาม ให้การยอมรับว่า ผู้ต้องหาที่ 2 – 13 ได้เดินทางมาจาก เมืองเมียวดี ประเทศเมียนมา เข้ามาทางช่องทางธรรมชาติ จ.ตาก จากนั้นเดินเท้าต่ออีกประมาณ 30 นาที และจะมีรถยนต์กระบะมารับที่บริเวณป่ารกชัฏ เพื่อเดินทางต่อไป

โดยจะมีการเปลี่ยนรถยนต์รับส่งเป็นช่วงๆ โดยปลายทางมุ่งหน้า

จ.สุพรรณบุรี ซึ่งบุคคลต่างด้าวทั้งหมด มีการติดต่อกับนายหน้าฝั่งประเทศไทยและประเทศเมียนมาหลายคน โดยผู้ต้องหาที่ 2 – 13 จะต้องจ่ายเงินเป็นค่าการเดินทางเข้ามาในประเทศไทย จำนวนประมาณ 15,000

โดยได้จ่ายเงินให้นายหน้าชาวเมียนมาเป็น ผู้รวบรวมเงินจากฝั่งประเทศเมียนมาก่อนออกเดินทางหลบหนีเข้าประเทศไทย

​เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม จึงแจ้งให้ทุกคนทราบว่า การกระทำดังกล่าวมีความผิด จะต้องถูกจับกุมโดยแจ้งข้อกล่าวหาว่า ผู้ต้องหาที่ 1 “ช่วยเหลือซ่อนเร้นหรือช่วยด้วยประการใดๆ ให้บุคคลต่างด้าวที่หลบหนีเข้ามาในราชอาณาจักรไทยโดยผิดกฎหมาย” ผู้ต้องหาที่ 2 – 13 กระทำความผิดฐาน “เป็นบุคคลต่างด้าวหลบหนีเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรไทยโดยไม่ได้รับอนุญาต” และได้ควบคุมตัวทั้งหมดมาทำบันทึกจับกุม และได้นำตัวผู้ต้องหา พร้อมด้วยของกลาง ส่ง พงส.สภ.ด่านช้าง เพื่อดำเนินคดี