วันนี้ (8 มิถุนายน ๒๕๖๘) เวลา 08.00 น. นายกองโทคฑาสิทธิ์ เนื่องหล้า นายอำเภอเชียงแสน มอบหมายให้นายประเสริฐ แก้วขาว หัวหน้ากลุ่มงานบริหารงานปกครอง ลงพื้นที่บ้านดอยจัน หมู่ที่ 1 ตำบลโยนก อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงตามประเด็นที่ปรากฏข่าวสารตามสื่อช่องทางต่างๆว่า
๑.มีกลุ่มว้าแดงอพยพมาจากพม่ามาปลูกสร้างบ้านอยู่ในพื้นที่
๒.มีการจัดทำบัตรประจำตัวบุคคลไม่มีสถานะทางทะเบียน (กลุ่มหัว 0) หรือเตรียมรับบัตรหัว 6 และหัว 8
๓.มีการสวมชื่อสกุลของบุคคลสัญชาติไทย
จากการลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงร่วมกับหน่วยงานความมั่นคง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และนักข่าว โดยให้ผู้ใหญ่บ้านเรียกประชุมราษฎรทั้งบุคคลสัญชาติไทยและไม่มีสัญชาติไทย มาเข้าร่วมประชุมเพื่อรับฟังปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งมีราษฎรเข้าร่วมประชุมประมาณ 300 กว่าคน จากการรับฟังข้อเท็จจริงจากราษฎรในพื้นที่ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่มีสัญชาติไทยและไม่มีสัญชาติไทย ต่างให้การยืนยันว่า
๑.ในพื้นที่ไม่มีกลุ่มว้าแดงเข้ามาอาศัยในหมู่บ้าน มีเพียงชนกลุ่มน้อยได้แก่ชนกลุ่มน้อยเผ่าดาราอัง(ปะหล่อง) คนลาวอพยพ ที่รัฐให้การรับรองสถานะบุคคลตามกฎหมายโดยการจัดทำทะเบียนประวัติไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งบางคนถือบัตรประจำตัวขึ้นต้นด้วยเลข 6 และบางคนถือบัตรประจำตัวขึ้นต้นด้วยเลข 0 กลุ่ม 89 สถานะทางกฎหมายของบุคคลเหล่านี้รัฐอนุญาตให้อาศัยอยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว จึงชอบด้วยกฎหมาย
๒. การจัดทำบัตรประจำตัวบุคคลไม่มีสถานะทางทะเบียน (กลุ่มหัว 0) หรือเตรียมรับบัตรหัว 6 และหัว 8 สืบเนื่องจากปัจจุบัน ได้มีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2567 ได้เห็นชอบให้แก้ไขหลักเกณฑ์การขอสถานะต่างด้าวเข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมายแก่ชนกลุ่มน้อยหรือชาติพันธ์ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยมานาน ซึ่งบุคคลดังจะถือบัตรประจำตัวขึ้นต้นด้วยเลข 6 และเลข0 กลุ่ม 89 จากการตรวจสอบในพื้นที่มีบุคคลที่ถือบัตรที่ขึ้นต้นด้วยเลข 6 จำนวน 7 ราย และถือบัตรฯขึ้นต้นด้วยเลข 0 หลักที่หกและเจ็ดเป็นเลข 89 หรือที่เรียกว่ากลุ่ม0-89 จำนวน 136 ราย ซึ่งปัจจุบันกระทรวงมหาดไทยได้ออกประกาศ เรื่องให้สถานะคนต่างด้าวเข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมายฯ(จากเลข 6 เดิม และเลข 0-89เดิม ให้เปลี่ยนสถานะเป็นต่างด้าวเข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมาย โดยถือบัตรประจำตัวที่ขึ้นต้นด้วยเลข 8) ทางอำเภอจึงเตรียมความพร้อม โดยการคัดบัญชีรายชื่อของกลุ่มบุคคลดังกล่าวไปให้ผู้ใหญ่บ้านดำเนินการสำรวจว่ามีบุคคลใดที่สามารถติดต่อได้และไม่สามารถติดต่อได้ เพื่อเป็นข้อมูลให้ทราบว่าแต่ละหมู่บ้านว่ามีจำนวนมากน้อยเพียงใด ดังนั้นเมื่อผู้ใหญ่บ้านประกาศให้บุคคลดังกล่าวมารายงานตัว และแจ้งเกี่ยวกับสิทธิต่างหลังจากที่ได้รับสถานะต่างด้าวเข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมายป ทำให้ราษฎรบางรายเกิดความกังวลใจว่าทำไมบุคคลเหล่านี้ถึงได้สัญชาติไทยมาโดยง่ายดาย และกังวลว่าหากได้สัญชาติมาแล้วจะสมัครเป็นผู้นำคนไทย เช่น สมัครเป็นผู้ใหญ่บ้าน หรือเป็นนักการเมืองท้องถิ่น เป็นต้น กรณีดังกล่าวอำเภอเชียงแสน ได้ชี้แจงนักข่าวและประชาชนที่เข้าร่วมประชุมให้เข้าใจข้อเท็จจริงแล้วว่า ข้อเท็จจริงมิได้เป็นไปตามที่ปรากฏในข่าวแต่อย่างใด และไม่ได้เป็นไปตามที่ทุกคนกังวล ทุกอย่างดำเนินการตามกฎหมายกำหนด การเสพข่าวสารต่างๆ และนำไปสื่อสารกันเองจากผู้ที่ไม่มีความรู้ข้อกฎหมาย จึงเกิดปัญหาและนำไปขยายเป็นวงกว้างสู่ประชาชนและนักข่าวนำไปเสนอข่าวตามที่ปรากฎในสื่อออนไลน์
๓. มีการสวมชื่อสกุลของบุคคลสัญชาติไทย จากการตรวจไม่มีการสวมชื่อสกุลของบุคคลสัญชาติไทยแต่อย่างใด แต่มีชื่อสกุลของบุคคลต่างด้าวที่เป็นชนกลุ่มน้อย ไปซ้ำกับชื่อสกุลของบุคคลสัญชาติไทย จำนวน 4 ราย ซึ่งทั้ง 4 รายได้มาจากการจัดทำทะเบียนประวัติฯระหว่างปี 2548-2554 ซึ่งขณะนั้นบุคคลดังกล่าวอาศัยอยู่กับสามีซึ่งเป็นคนสัญชาติไทย และสามียินยอมให้ใช้ชื่อสกุล แต่ขณะยินยอมฝ่ายญาติของสามีอาจไม่ทราบ และเข้าใจว่าบุคคลดังกล่าวนำชื่อสกุลมาสวม
ทั้งนี้ อำเภอเชียงแสน ได้เปิดโอกาสให้ผู้ที่เข้าร่วมประชุม ได้ซักถามทุกประเด็นปัญหาที่เป็นข้อสงสัยเกี่ยวกับประวิตความเป็นมาของกลุ่มต่างด้าวแต่ละกลุ่ม และการจัดทำทะเบียนประวัติในห้วงต่างๆที่ผ่านมา รวมทั้งการพัฒนาสถานะตามความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2567 รวมทั้งสิทธิต่างๆตามกฎหมายที่กลุ่มบุคคลดังกล่าวจะได้รับ ซึ่งได้มีการซักถามในหลายประเด็นและได้ชี้แจงทุกๆประเด็นจนเป็นที่เข้าใจและพอใจแก่ราษฎรเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยไม่ได้มีปัญอุปสรรคแต่ประการใด
นายประเสริฐ แก้วขาว ปลัดอำเภอ หัวหน้ากลุ่มงานบริหารงานปกครองอำเภอเชียงแสน ผู้สื่อข่าวรายงาน
*********************











