ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา หลายท่านคงสัมผัสได้ถึงความผันผวนของกลไกราคาพลังงานและสินค้า

อุปโภคบริโภคที่ปรับตัวสูงขึ้นพร้อมกันทั้งระบบ สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียงปรากฏการณ์ชั่วคราว แต่นี่คือ “จุดเปลี่ยนใหม่ของค่าครองชีพ” (New Normal of Living Cost) ที่เราต้องยอมรับและเผชิญหน้ากับความจริง

ในฐานะนักวิเคราะห์ที่คลุกคลีกับการประเมินความเสี่ยงและโครงการบริหารจัดการมาตลอด 30 กว่าปี ผมขอมองข้ามเรื่องนโยบายมหภาคไปสู่บทวิเคราะห์ที่เป็น “ข้อเท็จจริง” ในชีวิตประจำวัน ดังนี้ครับ:

1. ยาแก้ปวดไม่ใช่ยารักษาโรค

การที่รัฐเข้ามาพยุงราคาหรืออุดหนุนต้นทุนในระยะสั้น เปรียบเสมือนการ “กินยาแก้ปวด” เพื่อบรรเทาอาการชั่วคราว แต่ตราบใดที่ปัจจัยภายนอกและต้นทุนจริงของโลกยังพุ่งสูงขึ้น โรคนี้ก็ยังไม่หายไป และหากเราเสพติดการอุดหนุนโดยไม่ดูโครงสร้างจริง สุดท้ายผลกระทบจะกลับมาแรงกว่าเดิมเมื่อกลไกการพยุงราคานั้นสิ้นสุดลง

2. ภาครัฐช่วยได้ชั่วคราว แต่ “วินัย” ช่วยได้ถาวร

รัฐมีหน้าที่ดูแลผู้เปราะบาง แต่ต้องไม่ทำให้สังคมเข้าใจผิดว่าสถานการณ์ทุกอย่างยัง “ปกติ” ความเป็นจริงที่เจ็บปวดคือ ต่อให้ภาครัฐทำหน้าที่ได้ดีที่สุดเพียงใด มันก็คือการบรรเทาภาระเพียงบางส่วนเท่านั้น “ต้นทุนที่แท้จริงของการดำรงชีวิต” คือสิ่งที่แต่ละครัวเรือนต้องนำมาวางแผนและตั้งหลักให้ทัน

3. กลยุทธ์ “กันชนชีวิต”

ที่ผมเคยพูดถึงการพึ่งพาตนเอง เช่น การใช้พื้นที่ว่างให้เกิดประโยชน์เพื่อลดรายจ่าย (ปลูกผักหรือเลี้ยงสัตว์เล็กน้อยในบ้าน) เจตนาของผมไม่ใช่การผลักภาระให้ทุกคนกลับไปเป็นเกษตรกร แต่ผมกำลังพูดถึง “วินัยในการพึ่งพาตนเอง” ครัวเรือนที่พึ่งพากลไกตลาด 100% จะได้รับผลกระทบจากความผันผวนของราคา 100%

• ครัวเรือนที่มี “กันชน” หรือผลิตปัจจัยพื้นฐานบางส่วนได้เอง จะลดแรงกระแทกจากภาวะของแพงได้มากกว่า

4. ความแข็งแกร่งเริ่มที่ “ทัศนคติ”

ประเทศจะมั่นคงไม่ได้เริ่มจากนโยบายที่รอการช่วยเหลือเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มจาก “นิสัยการพึ่งพาตนเอง” ของคนในชาติ หากเรามีพื้นฐานที่แข็งแรงพอที่จะดูแลตัวเองได้ในระดับหนึ่ง ไม่ว่าโลกจะผันผวนเพียงใด เราจะยังยืนอยู่ได้โดยไม่เปราะบางจนเกินไป

ผมไม่ได้พูดเพื่อให้ทุกคนตื่นตระหนก แต่พูดเพื่อให้เรา “ตั้งหลัก” ให้ทันกับความจริงของโลกครับ โลกไม่เคยรอให้เราพร้อม แต่เราต้องพร้อมรับมือกับโลกที่เปลี่ยนไป

ปฏิมา จีระแพทย์
สมาชิกวุฒิสภา
2 เมษายน 2569