เมื่อเวลา 9.00 น.(วันที่ 13 ต.ค. 69) ผู้สื่อข่าวยังคงลงพื้นที่เกาะติดสถานการณ์น้ำท่วมในจังหวัดฉะเชิงเทราซึ่งพบว่ายังคงส่งผลกระทบต่อประชาชนและเกษตรกรอย่างหนัก โดยเฉพาะพื้นที่อำเภอบางคล้าและบางน้ำเปรี้ยว ซึ่งหลายจุดยังมีน้ำท่วมขังอยู่ ขณะที่เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งและปลาต้องสูญเสียผลผลิตมูลค่าหลักแสนบาทต่อบ่อ ส่วนชาวบ้านสะท้อนว่าเงินเยียวยา 9,000 บาทไม่เพียงพอกับ
ความเสียหายที่เกิดขึ้น พร้อมเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งฟื้นฟูพื้นและแก้ไขปัญหาน้ำเน่าเสียที่เริ่มส่งกลิ่นเหม็นกระทบต่อการอยู่อาศัย และพบว่าบริเวณหมู่ 5 ตำบลท่าทองหลาง อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา พบว่ายังคงมีน้ำท่วมขังในพื้นที่บ่อกุ้งและบ่อปลา สร้างความเสียหายให้กับเกษตรกรที่ลงทุนเลี้ยงสัตว์น้ำไว้เพื่อรอจับจำหน่าย แต่กลับต้องสูญเสียผลผลิตจากมวลน้ำที่ไหลเข้าท่วมอย่างรวดเร็ว
นายพิเชฐ ชูเจริญ อายุ 49 ปี เจ้าของบ่อกุ้ง เปิดเผยว่า ช่วงที่มีฝนตกหนักต่อเนื่องหลายวัน ทำให้ปริมาณน้ำเพิ่มสูงขึ้นและไหลเข้าท่วมบ่อกุ้งอย่างรวดเร็ว เดิมทีเตรียมจับกุ้งเพื่อหนีน้ำท่วม แต่สถานการณ์กลับรุนแรงกว่าที่คาดการณ์ไว้ แม้จะพยายามป้องกันและกั้นน้ำอย่างเต็มที่แล้ว แต่ก็ไม่สามารถต้านทานมวลน้ำได้ สุดท้ายต้องจำใจปล่อยให้กุ้งที่เลี้ยงไว้ลอยไปกับน้ำท่วมจนหมดความเสียหายคิดเป็นมูลค่าหลักแสนบาทต่อบ่อ ยังไม่รวมค่าอุปกรณ์ภายในบ่อและค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมฟื้นฟู เจ้าตัวยอมรับว่าเกิดความเสียใจอย่างมาก เพราะลงทุนเลี้ยงกุ้งและกำลังจะนำผลผลิตออกจำหน่าย แต่กลับต้องสูญเสียทั้งหมดจากภัยธรรมชาติ จึงได้แต่หวังให้น้ำลดลงโดยเร็ว เพื่อจะได้ฟื้นฟูบ่อและกลับมาประกอบอาชีพได้อีกครั้ง
ด้าน นายกิตติเชษฐ์ สุขบำรุงทรัพย์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลท่าทองหลาง กล่าวว่า พื้นที่ตำบลท่าทองหลางได้รับความเสียหายเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ เกษตรกรจำนวนมากได้รับผลกระทบ ทั้งผู้เลี้ยงกุ้งและปลา โดยบางรายกำลังจะจับผลผลิตจำหน่าย แต่กลับถูกน้ำท่วมเสียหายทั้งหมด จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่สำรวจความเสียหายอย่างจริงจัง และเร่งให้ความช่วยเหลือเกษตรกรอย่างทั่วถึง พร้อมฝากกำลังใจให้ผู้ประสบภัยอดทนต่อสู้กับสถานการณ์ครั้งนี้ โดย อบต. พร้อมให้ความช่วยเหลือประชาชนที่เข้ามาประสานงาน
ขณะที่ปัญหาเงินเยียวยาผู้ประสบอุทกภัยจำนวน 9,000 บาท กลายเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ประชาชนสะท้อนความเดือดร้อน โดยเห็นว่าเงินจำนวนดังกล่าวช่วยแบ่งเบาภาระได้เพียงบางส่วน แต่ยังไม่ครอบคลุมความเสียหายของทรัพย์สินและค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจากการอพยพออกจากบ้าน
นายวัฒนชัย บุญมานะ ชาวตำบลเสม็ดเหนือ อำเภอบางคล้า บอกว่า เงินเยียวยา 9,000 บาทอาจไม่เพียงพอ เนื่องจากเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์ต่าง ๆ ภายในบ้านได้รับความเสียหายหลายรายการ จึงอยากให้รัฐบาลพิจารณาความช่วยเหลือเพิ่มเติม โดยเฉพาะค่าเสียหายของเครื่องใช้ในบ้าน เช่น หม้อหุงข้าว และอุปกรณ์ที่ต้องซ่อมแซมหรือไม่สามารถใช้งานได้อีก
นอกจากนี้ ยังมีประชาชนที่ต้องนำเงินเยียวยาไปจ่ายค่าเช่าหอพัก เนื่องจากบ้านถูกน้ำท่วมจนไม่สามารถเข้าอยู่อาศัยได้ตามปกติ แต่ยังจำเป็นต้องเดินทางไปทำงาน ทำให้มีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ทั้งค่าเช่าที่พักและค่าครองชีพในช่วงที่บ้านยังไม่สามารถกลับเข้าไปใช้ชีวิตได้ตามปกติ และอีกหนึ่งปัญหาที่สร้างความกังวลให้กับประชาชน คือสถานการณ์น้ำท่วมขังที่เริ่มส่งกลิ่นเหม็น โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอบางน้ำเปรี้ยว ซึ่งชาวบ้านพบว่าน้ำเริ่มมีสีดำและมีกลิ่นเน่าเสีย จึงฝากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งลงพื้นที่ตรวจสอบและแก้ไขปัญหา เนื่องจากส่งผลกระทบต่อสุขอนามัยและการดำรงชีวิตประจำวัน
นางสุมาลี โต๊ะทอง อายุ 54 ปี ชาวหมู่ 2 ตำบลหมอนทอง อำเภอบางน้ำเปรี้ยว หนึ่งในผู้ประสบอุทกภัย บอกว่าเงินเยียวยา 9,000 บาทไม่คุ้มกับความเสียหายที่เกิดขึ้น เนื่องจากข้าวของภายในบ้านพังเสียหายเป็นจำนวนมาก พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาดูแลปัญหาน้ำเน่าเสีย เพราะขณะนี้เริ่มมีกลิ่นเหม็นรุนแรงจนรู้สึกแสบจมูก ทำให้ใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่ได้อย่างยากลำบาก
ด้าน นายธนะเกียรติ นพเกตุ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลหัวสำโรง ในฐานะประธานชมรมนายกองค์การบริหารส่วนตำบลจังหวัดฉะเชิงเทรา กล่าวว่า มีประชาชนจำนวนมากสะท้อนว่าเงินเยียวยา 9,000 บาทช่วยบรรเทาความเดือดร้อนได้เพียงเล็กน้อย เนื่องจากได้รับผลกระทบอย่างหนัก ทั้งรถยนต์จมน้ำ ทรัพย์สินเสียหาย บ้านเรือนที่ต้องซ่อมแซมเกือบทั้งหลัง รวมถึงประชาชนบางส่วนที่ต้องหยุด
งานติดต่อกันหลายวันจนได้รับผลกระทบด้านรายได้ สำหรับพื้นที่ตำบลหัวสำโรง อำเภอแปลงยาว ระดับน้ำในบางจุดเริ่มลดลงแล้ว และอยู่ระหว่างเร่งฟื้นฟูพื้นที่ อย่างไรก็ตาม ยังมีประชาชนบางส่วนไม่สามารถกลับเข้าบ้านได้ โดยบางครอบครัวได้รับผลกระทบต่อเนื่องยาวนานกว่า 20 วัน จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งสำรวจความเสียหายและให้ความช่วยเหลืออย่างเหมาะสม เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตและประกอบอาชีพได้โดยเร็ว
สถานการณ์น้ำท่วมครั้งนี้สร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง ทั้งด้านที่อยู่อาศัย ทรัพย์สิน และอาชีพของประชาชน โดยเฉพาะเกษตรกรที่ต้องสูญเสียผลผลิตซึ่งเป็นแหล่งรายได้หลัก ขณะที่ปัญหาน้ำเน่าเสียเริ่มเพิ่มความเดือดร้อนให้กับผู้ที่ยังต้องอาศัยอยู่ในพื้นที่ ชาวบ้านจึงฝากความหวังไปยังรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้เร่งสำรวจความเสียหายเพิ่มเติม พิจารณามาตรการช่วยเหลือให้สอดคล้องกับความเดือดร้อนจริง ตลอดจนเร่งจัดการปัญหาน้ำเน่าเสียและฟื้นฟูพื้นที่ เพื่อให้ผู้ประสบภัยสามารถกลับมาดำเนินชีวิตและประกอบอาชีพได้อีกครั้ง
/…..สราวุฒิ บุญสร้าง ผู้สื่อข่าวภูมิภาคฉะเชิงเทรา









