เปิดปฏิบัติการ “ตัดบทพ่อทิพย์” ทลายขบวนการแจ้งเกิดเท็จ อ้างพ่อไทยหวังลูกต่างชาติได้สัญชาติไทย รวบผู้ต้องหา 24 ราย เดินหน้าขยายผล 3 เฟสจับแล้ว 67 คน

ฝ่ายปกครองเพิกถอนสูติบัตร 50 รายการ เร่งสอบเส้นทางการเงิน-ขยายผลถึงเจ้าหน้าที่รัฐและบริษัทนายหน้า พบเป้าหมายตรวจสอบกว่า 1,400 คน เตรียมยกระดับมาตรการป้องกันการแจ้งเกิดเท็จเมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 27 ตุลาคม 2569 ที่กองกำกับการสืบสวน กองบังคับการตำรวจนครบาล 8 (กก.สส.บกน.8) นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย พล.ต.อ.สำราญ นวลมา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ผบช.สตม.) คณะชุดสืบสวน บก.สส.บช.น. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมแถลงผลปฏิบัติการ “ตัดบทพ่อทิพย์” ปราบปรามขบวนการแจ้งเกิดบุตรชาวต่างชาติโดยแอบอ้างบุคคลสัญชาติไทยเป็นบิดา เพื่อให้เด็กได้รับสัญชาติไทยโดยมิชอบในส่วนของกรมการปกครอง นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง มอบหมายให้ ดร.รัฐวิช จิตสุจริตวงศ์ ผู้อำนวยการศูนย์ DOPA N.I.C.E. Center หรือศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริตและภัยความมั่นคงทางทะเบียน นำเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องร่วมแถลงผลการปฏิบัติการดังกล่าว

ผลการดำเนินงานครั้งนี้สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้รวม 24 ราย ประกอบด้วย บุคคลสัญชาติไทยที่ถูกกล่าวหาว่ารับจ้างเป็น “พ่อทิพย์” จำนวน 10 ราย พ่อแม่ชาวต่างชาติ 9 ราย เด็กชาวต่างชาติ 3 ราย เจ้าหน้าที่โรงพยาบาล 1 ราย และเจ้าหน้าที่สำนักงานเขต 1 ราย

นายวรศิษฎ์ เปิดเผยว่า ฝ่ายปกครองได้ดำเนินการเพิกถอนสูติบัตรของบุตรชาวต่างชาติที่เกี่ยวข้องแล้วรวม 50 รายการ พร้อมเดินหน้าขยายผลตรวจสอบเจ้าหน้าที่รัฐที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด รวมถึงประสานกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ตรวจสอบเส้นทางการเงิน เพื่อพิจารณาว่ามีความเชื่อมโยงกับขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติหรือไม่

สำหรับเด็กที่ถูกเพิกถอนสัญชาติไทยนั้น โดยหลักยังคงมีสัญชาติเดิมตามบิดามารดา ส่วนการพำนักและการทำงานในประเทศไทยต้องเป็นไปตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ขณะที่ผู้ประสงค์จะขอสัญชาติไทยในอนาคตสามารถดำเนินการได้ตามหลักเกณฑ์และขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด

ส่วนกรณีเด็กที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะและถูกเพิกถอนสัญชาติ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) จะเข้ามาดูแลตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก โดยประสานติดตามหาญาติให้เข้ามารับผิดชอบ หากไม่สามารถหาญาติได้ หรือไม่มีผู้ประสงค์รับเด็กไปดูแล จะดำเนินการให้ความคุ้มครองตามกฎหมายและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง

ด้าน พล.ต.อ.สำราญ นวลมา ผบ.ตร. กล่าวว่า ปฏิบัติการปราบปรามขบวนการ “พ่อทิพย์-แม่ทิพย์” ดำเนินการต่อเนื่องมาแล้ว 3 เฟส ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้รวม 67 ราย

จากการสืบสวนพบพฤติการณ์ว่า ผู้ต้องหาชาวต่างชาติที่ต้องการให้บุตรได้รับสัญชาติไทย มีการว่าจ้างบุคคลสัญชาติไทยให้จดทะเบียนสมรสกับหญิงชาวจีน และแสดงตนเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของเด็ก ทั้งที่ไม่ได้มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดตามที่แจ้งไว้

ผลการตรวจพิสูจน์ดีเอ็นเอพบว่า บุคคลสัญชาติไทยที่ถูกอ้างว่าเป็นบิดาไม่มีความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมกับเด็ก ขณะที่ผลตรวจสอดคล้องกับครอบครัวชาวจีน จึงนำไปสู่การดำเนินคดีและกระบวนการเพิกถอนสัญชาติไทยตามกฎหมาย

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังเตรียมตรวจสอบความผิดที่เกี่ยวข้องกับการใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง หรือ “นอมินี” โดยยืนยันว่าจะขยายผลไปถึงผู้เกี่ยวข้องทุกระดับ หากพบเจ้าหน้าที่รัฐกระทำผิดจะดำเนินการตามกฎหมายโดยไม่มีข้อยกเว้น พร้อมระบุว่าผู้ต้องหาบางรายที่เคยถูกจับกุมจากปฏิบัติการก่อนหน้า ยังมีความเชื่อมโยงกับคดีที่ตรวจพบในการปฏิบัติการครั้งล่าสุด

พล.ต.อ.สำราญ กล่าวเพิ่มเติมว่า นายกรัฐมนตรีได้มอบนโยบายให้กรมการปกครองและสำนักงานตำรวจแห่งชาติเดินหน้าปราบปรามการกระทำผิดอย่างต่อเนื่อง พร้อมประชาสัมพันธ์ช่องทางที่ถูกต้องสำหรับชาวต่างชาติที่ประสงค์จะพำนักหรือประกอบอาชีพในประเทศไทย เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อบริษัทหรือนายหน้าที่แนะนำวิธีการผิดกฎหมาย โดยจะขยายผลทั้งขบวนการนอมินีและการแจ้งเกิดเท็จควบคู่กันไป

สำหรับเจ้าหน้าที่รัฐที่อาจเกี่ยวข้อง จะต้องตรวจสอบความผิดตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ทั้งพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พระราชบัญญัติสัญชาติ และความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 โดยต้องพิจารณาพฤติการณ์และเจตนาของแต่ละบุคคลเป็นรายกรณี

เมื่อถามถึงการดำเนินการกับนายหน้าหรือบริษัทที่เกี่ยวข้อง พล.ต.อ.สำราญ ระบุว่า จากการตรวจสอบพบความเชื่อมโยงกับบริษัททัวร์แห่งหนึ่ง ซึ่งมีการดำเนินการตามกฎหมายและพิจารณาเพิกถอนสิทธิในการประกอบวิชาชีพตามอำนาจหน้าที่ โดยข้อมูลเบื้องต้นระบุว่าเป็นบริษัทของคนไทย

นายอาคม ประดิษฐสุวรรณ รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ เปิดเผยว่า กระทรวงสาธารณสุขได้ประสานความร่วมมือกับกรมการปกครอง เพื่อตรวจสอบการออกเอกสารแจ้งเกิดและการจดทะเบียนสูติบัตรที่อาจเกี่ยวข้องกับขบวนการดังกล่าว โดยที่ผ่านมาได้ประชุมชี้แจงโรงพยาบาลกว่า 500 แห่งทั่วประเทศ ให้ปฏิบัติตามขั้นตอนการแจ้งเกิดอย่างถูกต้อง

มาตรการสำคัญคือ ห้ามโรงพยาบาลมอบหมายเจ้าหน้าที่หรือบุคคลอื่นไปดำเนินการจดทะเบียนเกิดแทนบิดามารดาตัวจริง โดยกำหนดให้บิดามารดาเป็นผู้ดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดด้วยตนเอง หากพบการจัดทำเอกสารหรือหลักฐานอันเป็นเท็จ ผู้เกี่ยวข้องอาจต้องรับโทษตามกฎหมาย ทั้งนี้ ต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงเป็นรายกรณี เนื่องจากการกระทำของบุคคลบางรายอาจเป็นการกระทำส่วนตัว ไม่ได้หมายความว่าโรงพยาบาลจะมีส่วนร่วมทั้งหมด

นายอาคม กล่าวอีกว่า ขณะนี้มีการรวบรวมเวชระเบียนของโรงพยาบาลที่เกี่ยวข้องกับขบวนการ “พ่อทิพย์-แม่ทิพย์” ตั้งแต่ประมาณสองเดือนที่ผ่านมา และส่งมอบให้พนักงานสอบสวนแล้วกว่า 400 กรณี หากพบเจ้าหน้าที่จัดทำหลักฐานเท็จ อาจมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท รวมถึงอาจมีมาตรการเพิกถอนใบอนุญาตสถานพยาบาลตามเงื่อนไขของกฎหมาย

กระทรวงสาธารณสุขได้ประกาศเตือนไปยังโรงพยาบาลทั้งในสังกัดกระทรวงและภาคเอกชน ให้เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบเอกสาร พร้อมย้ำถึงบทลงโทษสำหรับผู้ที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการแจ้งเกิดโดยมิชอบ

ด้านนางเธียรทอง ประสานพินิจ รองอธิบดีกรมกิจการเด็กและเยาวชน กล่าวว่า พม.มีหน้าที่คุ้มครองเด็กตามกฎหมาย แม้เด็กจะถูกเพิกถอนสัญชาติไทย ก็จะไม่ถูกทอดทิ้ง โดยเจ้าหน้าที่จะเร่งประสานติดตามหาญาติให้เข้ามาดูแล หากไม่พบญาติจะดำเนินการให้ความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กจนกว่าจะสามารถจัดหาผู้ดูแลที่เหมาะสมได้

ในกรณีที่ญาติพบตัวเด็กแล้วแต่ไม่ประสงค์รับไปดูแล จะต้องดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมาย เพื่อให้ พม.เข้ามารับผิดชอบดูแลเด็กอย่างถูกต้อง

ขณะที่ พ.ต.ท.สิริพงษ์ ศรีตุลา รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) เปิดเผยว่า การตรวจสอบขบวนการ “พ่อทิพย์-แม่ทิพย์” มีเป้าหมายบุคคลที่ต้องตรวจสอบกว่า 1,400 คน จึงต้องใช้เวลาในการรวบรวมพยานหลักฐาน โดยเฉพาะการตรวจพิสูจน์ดีเอ็นเอ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายมากกว่า 10,000 บาทต่อคดี และต้องตรวจบุคคลที่เกี่ยวข้องอย่างน้อย 3 คน

สำหรับช่องโหว่ที่ต้องเร่งแก้ไขอยู่ในขั้นตอนการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างโรงพยาบาลกับสำนักงานเขต โดยโรงพยาบาลเป็นผู้ออกเอกสารรับรองการเกิด ขณะที่ฝ่ายปกครองมีหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนรับแจ้งเกิด จึงเสนอให้พิจารณานำมาตรการตรวจพิสูจน์ดีเอ็นเอมาใช้ในกรณีที่มีข้อสงสัยหรือมีความเสี่ยง เพื่อป้องกันการแจ้งเกิดอันเป็นเท็จในอนาคต

นายวรศิษฎ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า การดำเนินการครั้งนี้ไม่ได้มุ่งเพียงจับกุมผู้กระทำผิด แต่ยังให้ความสำคัญกับการป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำในอนาคต โดยอยู่ระหว่างผลักดันมาตรการตรวจสอบเอกสารการเกิดให้รัดกุมยิ่งขึ้น รวมถึงการกำหนดให้บิดามารดาดำเนินการแจ้งเกิดด้วยตนเอง ไม่สามารถมอบอำนาจให้บุคคลอื่นไปดำเนินการแทนได้ตามแนวทางที่เสนอ

นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดให้พิจารณากำหนดมาตรการตรวจดีเอ็นเอในกระบวนการแจ้งเกิดทุกกรณี เพื่อป้องกันการแอบอ้างความสัมพันธ์ทางสายเลือดและลดความผิดพลาดในการออกเอกสารสำคัญของทางราชการ ทั้งนี้ รายละเอียดและการบังคับใช้ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่หน่วยงานผู้รับผิดชอบกำหนด

นายวรศิษฎ์ ย้ำว่า รัฐบาลยินดีต้อนรับชาวต่างชาติที่ต้องการเข้ามาพำนักและประกอบอาชีพในประเทศไทยโดยสุจริตและเคารพกฎหมาย แต่หากมีผู้ใช้ช่องทางผิดกฎหมายเพื่อแสวงหาผลประโยชน์หรือสร้างความเสียหายต่อระบบทะเบียนราษฎรและความมั่นคงของประเทศ ก็จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ไม่มีข้อยกเว้น