โอละพ่อ สัญญาเช่า 99 ปี ชาวต่างชาติหลายรายรวมตัวกันร้องเพจ พี่หนุ่ม ช่วยด้วย หลังศูนย์เงินจำนวนมากไปกับความหวังที่จะได้ใช้ชีวิตในประเทศไทยที่พวกเข้าหลงรัก มีผู้เสียหายรวมกว่า 10 ล้านบาท
สืบเนื่องจากมีชาวต่างชาติจำนวนนึงที่มีภรรยาเป็นชาวไทยได้หวังที่จะจัดหาที่พักบนเกาะเสม็ดจึงได้พบกับบริษัทแห่งหนึ่งมีการโฆษณาขายโครงการที่พักบนเกาะเสม็ด ชาวต่างชาติจึงได้สนใจและเข้าติดต่อขอชนสถานที่ โดยผู้เสียหายทุกรายกล่าวตรงกันว่ามีชาวต่างชาติคนหนึ่งเป็นผู้อธิบายเสนอรายละเอียดต่างๆของทางโครงการดังกล่าว เมื่อเห็นว่าบริษัทนั้นมีลักษณะมั่นคงและได้ดำเนินกิจการห้องพักมาแล้ว และสถานที่ดังกล่าวก็สวยงามเป็นที่พอใจกับความต้องการของผู้เสียหาย ผู้เสียหายจึงได้ตกลงซื้อห้องพักของบริษัทนั้น จนมาทราบในภายหลังชำระเงินจนครบเต็มจำนวนแล้วว่า ห้องพักดังกล่าว เป็นการเช่าซื้อมิใช้ชื้อขาย โดยมีสัญญาเช่าเป็นระยะเวลา 99 ปี เมื่อผู้ซื้อรายใดที่ไม่เห็นด้วยและมีการโต้แย้งกับบริษัทดังนั้นก็จะถูกบอกเลิกสัญญาในฐานผิดสัญญา โดยอ้างเหตุ ไม่จ่ายค่าส่วนกลาง ทางผู้เสียหายต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรมมายาวนานและได้เข้าติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดแล้ว แต่ก็มิได้รับการช่วยเหลือแต่อย่างใด

เมื่อทางเพจ พี่หนุ่มช่วยได้ ได้รับเรื่องดังกล่าวแล้วจึงได้แจ้งให้ผู้เสียหายพยายามติดต่อกับผู้เสียหายรายอื่นๆ ที่ยังมิได้รับการช่วยเหลือให้รวมตัวกันเพื่อขอความเป็นธรรมจากภาครัฐที่หน้าที่กำกับดูแล
เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2566 ทางทีมงาน พี่หนุ่มช่วยได้ ได้ลงพื้นที่จังหวัดระยอง เข้าพบท่านผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่อยื่นหนังสือเชิญเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองลงสำรวจพื้นที่เกิดเหตุบนเกาะเสม็ด และได้เข้ายื่อหนังสือเชิญหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องเช่น สำนักงานธนารักษ์พื้นที่จังหวัดระยอง อุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า-หมู่เกาะเสม็ด องค์การบริหารส่วนตำบลเพ สถานีตำรวจภูธรเพ

เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2566 เวลา 10.00 น. เพจพี่หนุ่ม ช่วยได้ และ คณะทำงานได้รับการสนับสนุนจากท่าน ส.ส.กฤช ศิลปชัย พรรคก้าวไกล ได้แต่งตั้งคณะทำงานร่วมลงตรวจสอบพื้นที่บนเกาะเสม็ด เมื่อทุกฝ่ายเดินทางถึงที่เกิดเหตุบนเกาะเสม็ด โดยมีหน่วยงานของรัฐเข้าร่วมลงตรวจสอบพื้นที่ประกอบด้วย ฝ่ายปกครองจังหวัดระยอง สคบ.จังหวัดระยอง ธนารักษ์พื้นที่จังหวัดระยอง เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า-หมู่เกาะเสม็ด เจ้าหน้าที่องค์การบริหารส่วนตำบลเพ ท่านรอง ผกก.(สอบสวน) สถานีตำรวจภูธรเพได้นำทุกฝ่ายเข้าตรวจสอบพื้นที่โดยใช้อำนาจตาม ป.วิอาญา มาตรา 131 พาผู้เสียหายและคณะเข้าตรสจสอบใรพื้นที่ของบริษัทนั้นพบอาคารสิ่งปลูกสร้างที่เป็นลักษณะเป็นห้องพักรีสอร์ทมี สระว่ายน้ำ มีบาร์เครื่องดื่มเปิดเป็นกิจการมาโดยตลอด ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวเป็นเขตความรับผิดชอบของสำนักงานธนารักษ์พื้นที่จังหวัดระยอง และ อุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า-หมู่เกาะเสม็ด (ซึ่งเป็นพื้นที่คาบเกี่ยวและยังมีข้อพิพาทระหว่างกันอยู่) ซึ่งเห็นได้ชัดว่าการประกอบกิจการของบริษัทนั้นมิได้ทำการเกษตรจริงตามที่ได้ขออนุญาตไว้กับสำนักงานธนารักษ์พื้นที่จังหวัดระยอง อีกทั้งยังประกอบกิจการเป็นการพาณิชย์มานานหลายปี และเมื่อเจ้าหน้าที่สอบถามถึงเอกสารหนังสือบริคณห์สนธิจึงได้ทราบว่าเคยถูกจดจัดตั้งมาแล้วในนามอื่นและมีการแจ้งปิดกิจการและจดจัดตั้งใหม่มาแล้ว 3 บริษัท ซึ่งทางผู้เสียหายยื่นยันว่าคณะบริหารก็เป็นบุคคลกลุ่มเดิมๆ อีกทั้งปัจจุบันก็ยังคงมีการโฆษณาในระบบอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งเปิดเป็นสาธารณะที่ผู้ใดก็สามารถเข้าถึงได้ และอาจจะมีผู้หลงเชื่อจนเกิดความเสียหายเพิ่มขึ้นได้

การลงตรวจสอบของคณะและเจ้าหน้าที่ของรัฐทั้งหมดนั้นจะกลับไปตรวจสอบและร่วมกันให้ความเป็นธรรมแก่ผู้เสียหาย และ หากพบการกระทำความผิดของใครก็จะเร่งดำเนินการเอาผิดต่อไป



ศุภชัย หงษ์รัตนาภรณ์ ผู้สื่อข่าว









